ตะขาบปะทะปูทะเล จิตรกรรมฝาผนังวัดพระแก้ววังหน้า เรื่องราวในตำนานพระพุทธศาสนา
.
จิตรกรรมฝาผนังในพระอุโบสถวัดบวรสถานสุทธาวาส (วัดพระแก้ววังหน้า) นับเป็นงานช่างชิ้นเอกในกรุงเทพฯ โดยเขียนเต็มผนังทั้งสี่ด้าน โดยมีพระเจ้าราชวรวงศ์เธอ เจ้าฟ้าอิศราพงศ์ เป็นแม่กอง และมีช่างที่มีชื่อในสมัยนั้นเป็นผู้เขียนภาพ เช่น พระอาจารย์แดง นายมั่น และช่างอีกหลายท่าน
.
จิตรกรรมฝาผนังเล่าเรื่อง ตำนานพระพุทธสิหิงค์ และอดีตพระพุทธเจ้า 28 พระองค์ บานหน้าต่างมีภาพเทพเจ้าฮินดูปางต่าง ๆ พระคเณศ นารายณ์สิบปาง และอมนุษย์ของอินเดีย ในขณะนี้ กรมศิลปากร กำลังเปิดให้เข้าชม ตั้งแต่วันที่ 12 สิงหาคม - 20 กันยายน 2569 เวลา 09:00 - 16:00 น. ซึ่งเป็นกิจกรรมหนึ่งของ รากนครา มรรคาแห่งรัตนโกสินทร์ เส้นทางท่องเที่ยวทางมรดกวัฒนธรรม
.
ภาพหนึ่งที่น่าสนใจเป็นจิตรกรรมตะขาบกับก้ามปูยักษ์โผล่มาจากท้องทะเล เป็นเรื่องราวในตำนานพระพุทธศาสนา จะยกมาให้อ่าน 2 เรื่อง
.
เรื่องที่ 1 ตำนานเกี่ยวกับเขาสิงคุตตระ (เขาสิงฆุตตระ) ในหนังสือตำนานพระเจดีย์ร่างกุ้ง ที่ อ.จวน เครือวิชฌยาจารย์ แปลจากคัมภีร์มอญ สำนักพิมพ์เมืองโบราณ จัดพิมพ์เมื่อ พ.ศ. 2539 อธิบายว่า
.
ในละแวกป่าใหญ่แห่งเขานั้น ตะขาบใหญ่ตัวหนึ่งทำรังอาศัยอยู่ เที่ยวหาจับกินช้างเป็นอาหารของตน เมื่อกินช้างหมดตัวแล้ว นำเอากระดูกและงาช้างกลับไปทำรังที่อยู่อาศัย กองสูงถึง 7 ช่วงลำตาล แห่งเขาลูกนั้น
.
ครั้นช้างป่าในละแวกนั้นหมดสิ้นไป ไม่มีให้กินเป็นอาหารอีกแล้ว ตะขาบใหญ่ตัวนั้นจึงจำเป็นต้องออกไปหากินช้างในป่าละแวกอื่นที่ห่างไกลออกไป สถานที่ที่เหล่าโขลงช้างอาศัยอยู่นั้น เรียกว่า อังเจิน (แอ่งช้าง) มาตราบเท่าทุกวันนี้
.
สถานที่ตะขาบใหญ่ทำรังอาศัยอยู่ เขาเรียกกันว่า เขาสิงฆุตตระ
.
เขาสิงคุตตระมีชื่อเรียกอีก 7 ชื่อตามลักษณะเด่น ได้แก่ เขาหริตะกุมภะ (เขาสามยอด), เขาสัตตภูมิ (เขาสรรพสี), เขาธัญญวดี (เขาแห่งความอุดมสมบูรณ์), เขาโบกขระวดี (เขาล้อมรอบด้วยบริวาร 99 ลูก), เขาภูริทัตตะ (เขาแห่งความปรองดอง), เขาสีหะราชะ (เขาแห่งสัตว์ดุร้าย) และเขาสิงฆุตตระ (เขาที่มีรังตะขาบยักษ์)
.
ถ้าสังเกตตำนานเรื่องที่ 1 นี้ จะไม่มีเรื่องปูยักษ์
.
เรื่องที่ 2 ตำนานที่เกี่ยวข้องกับเจดีย์ชเวดากอง โดยคัดจากเรื่องตำนานแห่งธง อยู่ในประเพณีเรื่องแห่หงส์-ธงตะขาบ จากเว็บไซต์ว่าด้วยเรื่องประเพณีท้องถิ่นในประเทศไทย ของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร ดังนี้
.
ณ ดอยสิงคุตต์ เมืองย่างกุ้ง มีตะขาบยักษ์ตัวหนึ่งอาศัยอยู่และชอบจับช้างมากินเป็นอาหาร จนซากช้างกองสุมเต็มไปหมด วันหนึ่ง มีพ่อค้าจากต่างแดนผ่านมาพบซากช้างนี้ จึงอาศัยจังหวะที่ตะขาบยักษ์ออกไปหากิน คัดเลือกและขนงาช้างลงเรือสำเภาของตนไป เมื่อตะขาบยักษ์กลับมาเห็นก็โกรธมาก จึงไล่ตามพ่อค้านั้นลงไปในทะเล แต่กลับต้องพบกับปูยักษ์เจ้าทะเลขนาดมหึมา เจ้าตะขาบยักษ์สู้ไม่ได้จึงถูกปูยักษ์จับกินเป็นอาหาร
.
ต่อมาในสมัยพุทธกาล ตปุสสะและภัลลิกะ พ่อค้าจากอุกกลชนบท ได้พบกับพระพุทธเจ้าและได้แสดงตนเป็นอุบาสก พระพุทธเจ้าจึงประทานพระเกศาธาตุให้ทั้งสองคน ครั้นเมื่อกลับมาถึงบ้านเมืองของตนแล้ว ก็ได้เสาะหาสถานที่ก่อสร้างเจดีย์บรรจุเกศาธาตุ จนมาสรุปที่ดอยสิงคุตต์ของตะขาบยักษ์ ส่วนเจดีย์นี้ ปัจจุบันก็คือเจดีย์ชเวดากอง และการแขวนธงตะขาบก็เพื่อระลึกถึงตะขาบยักษ์เจ้าถิ่นและบูชาปูชนียสถานด้วยนั่นเอง
.
จะเห็นได้ว่า เรื่องราวของตะขาบยักษ์และปูทะเลมหึมานี้ ไม่ใช่เรื่องเล่าแฟนตาซีลอย ๆ แต่เป็นส่วนหนึ่งของตำนานการสร้างเจดีย์ชเวดากองและเขาสิงคุตตระ ที่ถูกถ่ายทอดผ่านปลายพู่กันของช่าง สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมโยงทางวัฒนธรรมและพระพุทธศาสนา
.
เรื่อง : กองบรรณาธิการศิลปวัฒนธรรม
ภาพ : จิตรกรรมฝาผนังตะขาบปะทะปูทะเล ภายในพระอุโบสถวัดบวรสถานสุทธาวาส (ภาพโดย วรวิทย์ พานิชนันท์)
อีกท่านอธิบายไว้แบบนี้
ตำนานพระเกศธาตุเจดีย์เขาสิงคุตตระ
ปรากฏใน ตำนานพระเจ้าเลียบโลก ที่ได้รับอิทธิพลของมอญ ดังมีเรื่องแทรกสำคัญ คือ ตำนานเรื่องตะขาบยักษ์กับปู กล่าวถึง
ในสมัยพระกกุสันธพุทธเจ้า บริเวณเขาสิงคุตตระมีตะขาบใหญ่ตัวหนึ่งอาศัยอยู่ ตะขาบยักษ์ อาศัยอยู่ในน้ำและกินช้างเป็นอาหาร เมื่อกินเนื้อช้างแล้ว ก็เอางาช้างมากองรวมไว้ โดยกินช้างวันละตัว จนช้างหมดป่า
ครานั้น มีเจ้ากรุงพาราณสี มีอาการประชวรปวดพระเศียรอย่างหนัก โปรดให้แพทย์ถวายการรักษาก็ไม่ทุเลา จึงทำการบวงสรวงเทวดามาบอกเหตุแห่งอาการป่วย ในคืนนั้นเทวดาจึงมาแจ้งในพระสุบินว่า ขอให้แต่งสำเภา ๗ ลำ นำแก่นจันทน์แดงใส่สำเภาให้เต็มไปไหว้ฤๅษีที่เขาสิงคุตตระ
พระเจ้ากรุงพาราณสีจึงให้แต่งสำเภาบรรทุกแก่นจันทน์แดง ๗ ลำ เมื่อถึงฤกษ์มงคลก็ทรงสำเภาเสด็จจากเมืองพาราณสีไปจนถึงเขาสิงคุตตระ ทรงนำแก่นจันทน์แดงไปสักการะฤๅษีแล้วแจ้งเหตุที่เสด็จมา ฤๅษีจึงช่วยบำบัดรักษาโรคโดยใช้แก่นจันทน์แดงมาฝนทาพระเศียรจนหายจากโรค ระหว่างเสด็จประพาสเขาสิงคุตตระ ได้ทอดพระเนตรเห็นงาช้างจำนวนมาก จึงเกิดความเสียดาย โปรดให้คนทั้งหลายนำงาช้างลงเรือสำเภา ๗ ลำ แล้วลาฤๅษีแล่นสำเภากลับยังพระนคร
ฝ่ายตะขาบยักษ์เมื่อกลับมาจากหากิน เห็นงาช้างหายไป ก็โกรธ ไต่ขึ้นยอดเขา มองไปพบเรือสำเภาบรรจุงาช้างกำลังล่องจากไป จึงว่ายน้ำติดตาม ชาวเรือเห็นตะขาบยักษ์ตามมา จึงกราบทูลเจ้ากรุงพาราณสีให้หยุดพักเรือในเมืองโบกขรพัสตร์ก่อน สำเภาทั้ง ๗ ลำจึงพ้นจากตะขาบยักษ์ แต่ตะขาบยักษ์กลับถูกปูยักษ์ในอาศัยอยู่ในทะเล หนีบจนตาย ซากตะขาบยักษ์ถูกฝูงสัตว์กัดกิน คงเหลือแต่ตีนตะขาบยักษ์ทั้งหมด ๙๑ ข้าง ได้กลายเป็นแม่น้ำ ๙๑ สายสืบมาในปัจจุบัน
เรื่องและภาพ ศรัณย์ ม.