Author Topic: รากนครา มรรคาแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ 2569  (Read 262 times)

Offline designbydx

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
    • View Profile
รากนครา มรรคาแห่งกรุงรัตนโกสินทร์

“รากนครา มรรคาแห่งรัตนโกสินทร์” เส้นทางท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมที่จัดโดย กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม ในปี พ.ศ. 2569 (2026) โดยมีแนวคิดให้ประชาชน เดินทางตามรอยมรดกของกรุงรัตนโกสินทร์ ผ่านพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ โบราณสถาน

1.อาคารกรมศิลปากร ดูอาคารเก่า งานศิลป์ด้านใน เปิดให้ชม
https://maps.app.goo.gl/KTdxDJSgKWKzgkgw6

2.พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ศิลป์ พีระศรี อนุสรณ์ จุดเริ่มต้นศิลปะร่วมสมัยของไทย งานปั้น
https://maps.app.goo.gl/JXiqtituW22LsRmK7

3.อาคารถาวรวัตถุ(ตึกแดง) ร.ศ. 242 ชมตู้ลายทองสืบสานงานศิลป์
https://maps.app.goo.gl/goqGbFfrJp2Pws4y7

4.พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร
4.1 สยามพัสตราภรณ์พิไล เทิดไท้พรพันปีฯ ณ พระที่นั่งอิศราวินิจฉัย ผ้าอายุกว่า 100 ปี จัดถึงวันที่ 4 ตค 69
4.2 พระคเณศ 4 กร ศิลปะชวา ได้มาตั้งแต่รัชกาลที่ 5 ณ อาคารมหาสุรสิงหนาท
https://maps.app.goo.gl/6CbujHussxuNzmtX6

5. โรงละครแห่งชาติ(ไม่มีอะไรจัดแสดง)
https://maps.app.goo.gl/t46Xc4oMKy11iLUg8

6.วัดบวรสถานสุทธาวาส(วัดพระแก้ววังหน้า) ที่นี่มี พระพิฆเนศด้านหลัง
https://maps.app.goo.gl/Dz2bG7ZN5KFfrEAGA

7.พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลปะ(หอศิลป์เจ้าฟ้า) งานอาร์ท
https://maps.app.goo.gl/15fCFapxZaCCQsCE6

8.เกาะเกิดศิลป์ แผ่นดินสยาม อยุธยา (แนะนำไปเพิ่ม) เขามีจัดรถพาเที่ยวฟรีนะ
https://maps.app.goo.gl/xnoxwGQ1hZqhkTZX7
« Last Edit: กันยายน 22, 2026, 07:06:29 pm by designbydx »

Offline designbydx

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
    • View Profile
1.อาคารกรมศิลปากร ดูอาคารเก่า งานศิลป์ด้านใน เปิดให้ชม
https://maps.app.goo.gl/KTdxDJSgKWKzgkgw6

หอเชือก

ศาลเทพารักษ์ผู้ดูแลรักษาช้าง ที่สร้างขึ้นมาตั้งแต่ในสมัยรัชกาลที่ ๑ ที่ริมท้องสนามหลวง จนเมื่อมีการรื้อหอเชือกเดิม พระวรวงศ์เธอ กรมหมื่นปราบปรปักษ์ จึงเอาขึ้นไปสร้างไว้ที่ตำหนักสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ามหามาลา กรมพระยาบำราบปรปักษ์ ด้วยทรงกำกับกรมพระคชบาลมาก่อน
เพื่อสำหรับแต่งสำรับใช้ในพิธีคชกรรม ทั้งพิธีทอดเชือก คือ การคลี่เชือกปะกำเพื่อตรวจสอบความเรียบร้อย พิธีดามเชือก คือพิธีเสริมความแข็งแรงของเชือกปะกำ พิธีตั้งกรรมระงับความไข้เจ็บไข้ของช้างหลวง ตลอดจนกรมพระคชบาลจะมีการเชิญเครื่องพลีกรรมไปบวงสรวงในการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก อีกด้วย
ด้วยบริเวณถนนหน้าพระลานและถนนหน้าพระธาตุ เดิมเป็นที่ตั้งของโรงช้างหลวง ดังความในนิทานโบราณคดี ของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ที่ว่า

“สมัยนั้น ถนนหน้าพระลานทางฟากข้างเหนือ มีโรงช้างเรียงกันมาแต่ตรงป้อมเผด็จดัสกร จนถึงหัวถนนหน้าพระธาตุ เป็นโรงเดี่ยวไว้ช้างพลายที่ขึ้นระวางแทบทั้งนั้น ทางถนนหน้าพระธาตุทางฟากตะวันออกก็มีโรงช้าง เป็นโรงเดี่ยวบ้างกับโรงยาวสำหรับไว้ช้างพังบ้าง เรียงกันไปจนตลอดสถานกรมศิลปากรบัดนี้ ช้างพลายศักดิ์อยู่โรงต้นแถวตรงป้อมเผด็จดัสกร ไปลงน้ำต้องเดินทางถนนหน้าพระลาน จนถึงท่าพระซึ่งเรียกกันเป็นสามัญว่า “ท่าช้าง”

เรื่องและภาพ ศรัณย์ ม.


Offline designbydx

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
    • View Profile
อยู่ระหว่างปรับปรุงพอดี

Offline designbydx

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
    • View Profile
อาคารกรมศิลปากร

Offline designbydx

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
    • View Profile
ภายในมีร้านขายหนังสือ

Offline designbydx

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
    • View Profile
พระบรมฉายาลักษณ์ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ขณะทรงพระผนวช พ.ศ.2416

Offline designbydx

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
    • View Profile
หุ่นจำลองพระเมรุมาศในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร(รัชกาลที่ 9)

Offline designbydx

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
    • View Profile
2.พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ศิลป์ พีระศรี อนุสรณ์ จุดเริ่มต้นศิลปะร่วมสมัยของไทย งานปั้น
https://maps.app.goo.gl/JXiqtituW22LsRmK7

ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี หรือชื่อเดิม คอร์ราโด เฟโรซี (Corrado Feroci) เกิดเมื่อวันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2435 ที่เมืองฟลอเรนซ์ ประเทศอิตาลี เติบโตในครอบครัวที่ประกอบอาชีพค้าขาย ท่านศึกษาศิลปะตั้งแต่วัยเยาว์และจบการศึกษาจากสถาบันศิลปะซานตาโครเชแห่งฟลอเรนซ์ ด้วยความสามารถด้านศิลป์และทฤษฎีศิลป์ และจบหลักสูตรประติมากรรม ต่อมาได้รับการคัดเลือก เป็นศาสตราจารย์ในสถาบันศึกษาเดิมของท่าน ในขณะที่มีอายุเพียง 23 ปี ด้านชีวิตครอบครัว ศาสตราจารย์คอร์ราโดสมรสกับนางแฟนนี วิเวียนนี มีบุตรชื่อ อิซาเบลล่า และโรมาโน ต่อมา ได้แต่งงานใหม่กับนางมาลินี เคนนี่ ใน พ.ศ. 2502 แต่ไม่ได้มีบุตรด้วยกัน

การเดินทางสูสยาม


เมื่อวันที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2466 คอร์ราโด เฟโรซี ได้รับเชิญจากรัฐบาลไทยให้มารับราชการเป็นช่างปั้นที่กรมศิลปากร โดยได้รับอัตราเงินเดือนเดือนละ 800 บาท ค่าเช่าบ้าน 80 บาท ซึ่งเป็นอัตราพิเศษสำหรับผู้เชี่ยวชาญต่างประเทศโดยเฉพาะ และเพียงพอต่อการจับจ่ายใช้สอยในสมัยนั้น ท่านมีบทบาทสำคัญในการสร้างงานประติมากรรมและอนุสาวรีย์สำคัญหลายชิ้น เช่น พระบรมราชานุสาวรีย์รัชกาลที่ 1 และพระบรมรูปทรงม้า รวมทั้งเป็นผู้บุกเบิกการสอนศิลปะสมัยใหม่ให้กับคนไทย

ชีวิตและการอุทิศตน


นายคอร์ราโด เฟโรซี ได้อุทิศชีวิตให้กับการสอนและการบ่มเพาะศิลปินรุ่นใหม่ ท่อตั้งโรงเรียนประณีตศิลปกรรมใน พ.ศ. 2476 ซึ่งต่อมายกระดับเป็นมหาวิทยาลัยศิลปากร ทําให้ ประเทศไทยมีระบบการเรียนการสอนศิลปะที่ทันสมัยเป็นครั้งแรก

ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 พ.ศ. 2485 อิตาลีซึ่งอยู่ในกลุ่มประเทศอักษะยอมแพ้และตกอยู่ในความยึดครองของประเทศพันธมิตร รัฐบาลญี่ปุ่นจึงควบคุมตัวชาวอิตาเลียนทั้งหมดที่พำนักอยู่ในประเทศไทย ซึ่งขณะนั้นนายคอร์ราโด เฟโรซี พลอยถูกควบคุมตัวด้วย อธิบดีกรมศิลปากรในขณะนั้นคือ ฯพณฯ หลวงวิตรวาทการ ได้ใช้ความสามารถทางการทูตขอให้รัฐบาลญี่ปุ่นปล่อยตัวศาสตราจารย์คอร์ราโด เนื่องจากท่านเป็นผู้ที่อุทิศตนอย่างหนักเพื่อพัฒนาวงการศิลปะของไทย เหตุการณ์ในครั้งนั้นทำให้ท่านได้รับสัญชาติไทย และเปลี่ยนชื่อเป็น “ศิลป์ พีระศรี" ซึ่งต่อมาชื่อนี้ ได้กลายเป็นที่รู้จักอย่างเป็นทางการ

มรดกและเกียรติคุณ

ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี ถึงแก่อนิจกรรมเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2505 แต่ผลงานและคุณูปการของท่านยังคงสืบทอดมาจนทุกวันนี้ ไม่เพียงในรูปของประติมากรรมอนุสาวรีย์ อันยิ่งใหญ่ หากยังอยู่ในหัวใจศิษย์และศิลปินนับไม่ถ้วนที่ได้รับแรงบันดาลใจจากท่าน

ที่มา : ป้ายในห้อง

Offline designbydx

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
    • View Profile
งานปั้นเหมือนมีชีวิตเลยครับ

Offline designbydx

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
    • View Profile
งานปั้นเยอะมากๆ

Offline designbydx

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
    • View Profile
ย่าโม ก็มี

Offline designbydx

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
    • View Profile
อันนี้ใหญ่มาก ไม่รู้ปั้นได้สเกลยังไงนะ

Offline designbydx

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
    • View Profile
ต้นแบพระพิฆเณศวร
« Last Edit: กันยายน 19, 2026, 10:51:11 am by designbydx »

Offline designbydx

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
    • View Profile
ภายในห้องแสดงผลงาน
« Last Edit: กันยายน 19, 2026, 10:54:27 am by designbydx »

Offline designbydx

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
    • View Profile
มี 2 จุดให้ชมนะครับ มีห้องพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ ศิลป์ พีระศรี อนุสรณ์ กับหอประติมากรรมต้นแบบ

Offline designbydx

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
    • View Profile
3.อาคารถาวรวัตถุ(ตึกแดง) ร.ศ. 242 ชมตู้ลายทองสืบสานงานศิลป์
https://maps.app.goo.gl/goqGbFfrJp2Pws4y7

ตึกถาวรวัตถุ หรือ หอพระสมุดวชิราวุธ เพิ่มเป็นอาคารที่รัชกาลที่ 5 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างด้วย พระราชประสงค์ 2 ประการ คือ

ประการแรก เพื่อให้เป็นสถานที่เล่าเรียนของพระสงฆ์ฝ่ายมหานิกาย หลังจากที่ได้โปรดให้ ตั้ง มหาธาตุวิทยาลัย ขึ้น ณ วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎีแล้ว แต่ยังขาดสถานที่เรียนอันเหมาะสม

ประการที่สอง ประจวบ กับที่ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จสวรรคตเมื่อปี พ.ศ.2437 ซึ่งโดย พระราชประเพณีจะต้องสร้างพระเมรุมาศขนาดใหญ่ตามพระเกียรติยศขึ้นที่ห้องสนามหลวง พระองค์ทรงพระดำริว่าเป็นการ สิ้นเปลืองพระราชทรัพยไปในการสร้างสิ่งที่ไม่ได้ใช้ให้เป็นประโยชน์ถาวร เพราะเป็นการสร้างสำหรับใช้งานชั่วคราวเท่านั้น เสร็จงานแล้วก็รื้อทิ้งไป พระองค์จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัด ติวงศ์ เป็นผู้อำนวยการก่อสร้างอาคาร ตึกถาวรวัตถุ ขึ้น ณ บริเวณสุฏิสงฆ์วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ เพื่อเป็นที่เชิญ พระบรมศพมาประดิษฐานบำเพ็ญพระราชกุศลทักษิณานุประทาน และหลังจากพระราชทานเพลิงพระบรมศพแล้วจะได้ทรง พระราชอุทิศถวาย ตึกถาวรวัตถุ เป็นสังมิกเสนาสนสำหรับ มหาธาตุวิทยาลัย ต่อไป แต่การก่อสร้างยังไม่แล้วเสร็จในรัชกาล ของพระองค์ รัชกาลที่ 6 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างต่อจนเสร็จ แล้วพระราชทานให้เป็นที่ตั้ง หอพระสมุดสำหรับ พระนคร พระองค์เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิด ตึกถาวรวัตถุ เมื่อวันที่ 6 มกราคม พ.ศ.2459 กรมศิลปากรได้ขึ้นทะเบียน ไว้เป็นโบราณสถานสำคัญของชาติเมื่อปี พ.ศ.2520

ที่มา : ป้ายหน้าอาคาร

Offline designbydx

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
    • View Profile
ตู้พระไตรปิฎก

จากพระราชพงศาวดารและวรรณคดีสมัยกรุงศรีอยุธยา ระบุว่าคนไทยใช้ "ตู้” สำหรับเก็บรักษาสมุด หนังสือ และคัมภีร์ พระไตรปิฎก และใช้ “หีบ” หรือ “กำปั่น” ในการเก็บเสื้อผ้าและสิ่งของต่าง ๆ เอกลักษณ์ตู้ของไทย คือ เป็นตู้ไม้ทรงสี่เหลี่ยม ลูกบาศก์ มีขาหรือฐานรองรับ ส่วนบนของตู้สอบแคบเข้ากว่าส่วนล่างเล็กน้อย ด้านหน้ามีบานตู้สำหรับเปิดปิดจำนวน ๒ บาน ภายในตู้มีชั้นไม้ ๒-๓ ชั้น ตู้ไทยนิยมเรียกชื่อตามรูปทรงของขาตู้ ฐานตู้ และองค์ประกอบตู้ คือ

ตู้ขาหมู
ลักษณะขาตู้ทรงสี่เหลี่ยมทำทอดลงมาตรง ๆ ถ้ามีลิ้นชักประกอบอยู่ที่ส่วนล่างของตู้เรียกว่า ตู้ขาหมูมีลิ้นชัก

ตู้ขาสิงห์-ตู้เท้าสิงห์
ลักษณะขาตู้จำหลักรูปเท้าสิงห์ มีร่องเป็นรูปเล็บสิงห์เหยียบอยู่บนลูกแก้ว ถ้ามีลิ้นชักประกอบ อยู่ที่ส่วนล่างของตู้เรียกว่า ตู้เท้าสิงห์มีลิ้นชัก

ตู้ขาคู่-ตู้เท้าคู่
ลักษณะขาตู้ตอนบนเป็นเสาตรง ตอนล่างหักโค้งเข้าหาส่วนกลางของตู้

ตู้ฐานสิงห์
ลักษณะของส่วนรองรับตู้ทำเป็นฐานสิงห์แทนขา ฐานสิงห์ประกอบด้วย ส่วนล่างที่มีลักษณะ คล้ายขาสิงห์ ส่วนบนมีท้องไม้ ลวดบัว บัวหงาย และหน้ากระดาน
นอกจากนี้ยังเรียกชื่อตู้ตามกรรมวิธีการตกแต่ง เช่น ตู้จำหลักไม้ ตู้ประดับกระจก ตู้ประดับมุก ตู้เขียนสีฝุ่น หรือตู้ปิดทองทึบ สำหรับกรรมวิธีตกแต่งตู้พระไตรปิฎกที่นิยมแต่โบราณ คือ

ตู้ลายรดน้ำ-ตู้ลายทอง
การปิดทองลงบนพื้นไม้ที่ลงรักสมุกขัดเรียบ ซึ่งเขียนกั้นส่วนที่ไม่ต้องการให้มีสีทองด้วย น้ำยาหรดาล จากนั้นใช้น้ำรดเพื่อให้หรดาลหลุดออก เหลือทองอยู่เฉพาะส่วนที่เป็นลวดลาย

ตู้ลายกำมะลอ
การเขียนสีฝุ่นผสมน้ำรักเขียนลงบนพื้นไม้ที่ลงรักสมุกขัดเรียบ ตัดรายละเอียดด้วยเส้นทอง เป็นรูปภาพและลวดลายให้เด่นชัด

ที่มา : ป้ายในห้อง

Offline designbydx

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
    • View Profile
นาฬิกา

Offline designbydx

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
    • View Profile
มีเยอะมาก แต่ละตู้ลวดลายก็ไม่เหมือนกัน ขนาดใหญ๋เล็กต่างกันไป ตามการใช้งาน

ตู้พระธรรม บนฐานแบบขาหมู

Offline designbydx

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
    • View Profile
เรื่องราว รามเกียรติ์
« Last Edit: กันยายน 19, 2026, 11:18:37 am by designbydx »