Recent Posts

Pages: 1 ... 7 8 [9] 10
82
ตอนออกจาก กทม. ฝนตกตลอดทางเลยครับ อีกอย่างถนนก็มีก่อสร้างหลายจุด ก็ลุ้นเหมือนกันว่าจะไปทันเวลาไหมนะ แต่ท้ายสุดก็ทัน ตรงข้ามที่ว่าการอำเภอ จะมีโลตัส(เปิด 06.00 น.) ก็ซื้อน้ำซื้อของกินที่นี่เลย

เราได้ออกตัวประมาณ 07.00 น.พอดีเลย นั่งรถกระบะจนเมื่อย เอาของไปเก็บที่โฮมเตย์ แล้วก็เปลี่ยนชุด ไปจุดปล่อยตัว

นาฬิกาจัดได้ 7.2 กม. เพราะว่าเดินวนๆ ถ่ายรูปครับ

83
ป่ะ...ไปกัน
น้ำตกห้วยน้ำเย็น ตั้งอยู่ที่บ้านแม่โขง อำเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่ เป็นจุดท่องเที่ยวธรรมชาติที่เหมาะสำหรับผู้ที่อยากสัมผัสบรรยากาศป่าเขา น้ำใส และวิวเขียวขจี เราเลือกที่จะมาปลายฝน อยากได้ถ่ายรูปบ้างถ้าฝนตกลอดคงไม่สนุก และก็ตามตั้งใจ ฝนตกลงมาไม่เยอะมาก มีช่วงเวลาให้หายใจถ่ายรูปได้

ชื่นชม ทางเดินทำไว้ดีมากเดินง่ายถึงแม้จะเดินไกลถึง 6 กม. แต่ก็ใช้เวลาประมาณ 2-2.5 ชม. ก็ถึงแล้ว และที่สำคัญขยะไม่มีเลย จัดการดีมาก ส่วนถ้ำเหมอะลาฮาวก็อยู่ใกล้ๆ ที่พักเดินไปได้ ระยะทางประมาณ 1 กม. อีกอย่างปิดทุกวันพุธนะครับ
โฮมเตย์มีหลายแห่งให้จับจอง เราเลือก เฌอลินpMโฮมเตย์ มีวิวทุ่งนา ลำธาร ภูเขา
098-6612988 (จิน)
https://www.facebook.com/profile.php?id=61592592301096#

ขั้นตอนการไปเที่ยวด้วยตัวเอง
1. ต้องลงทะเบียนก่อน ซึ่งจะมีค่าใช้จ่ายเข้าเหยีบแผ่นดินหมู่บ้านคนละ 100 บาท ค่าเข้าถ้ำคนละ 20 บาท
2. ต้องระบุจำนวนคนไป และระบุว่าพักโฮมเตย์ไหม และจะมีค่าใช้จ่ายเหมารถกระบะจาก ที่ว่าการอำเภออมก๋อย-บ้านแม่โขง 4,000 บาท จ่ายเงินสด
3. ค่าไกด์ไปน้ำตก 350 บาท/นักท่องเที่ยว 5 คน และไปถ้ำ 200 บาท/นักท่องเที่ยว 5 คน จ่ายเงินสด
4. ที่พักที่ผมไปหัวละ 200 บาท (มัดจำก่อน 300 บาท) ค่าอาหารให้ที่พักทำให้มื้อละ 50 บาท(แจ้งล่วงหน้านะเขาจะได้ไปซื้อของไว้ทำให้กิน) ที่พักมีหมอน ผ้าห่ม มุ้ง อุณหภูมิ 20 องศาตอนกลางคืน

5. ค่าใช้จ่ายสำหรับเหมารถตู้จาก กทม.-ที่ว่าการอำเภออมก๋อย วันละ 2000 บาท(จ่ายไป 6000 บาทรอบนี้)
6. ค่าน้ำมันประมาณ 5500 บาท
7. สรุปค่าใช้จ่ายทั้งหมด 10 คน ตกคนละ 2,200 บาท
8. ลงทะเบียนได้ที่นี่
 https://huainamyen.netlify.app/
9. น้ำตก: 07.30–13.00น. / ออกก่อน 16.00น. ส่วนถ้ำ: 07.30–15.00น
10. รายชื่อที่พักทั่งหมด กดดูได้ที่นี่
https://docs.google.com/spreadsheets/d/1V5LtllHNLn-3mg0jz0gLk6dqebRpszJq-Loxz4PjuNY/edit?gid=0#gid=0

ข้อแนะนำ
1.นั่งรถไกล ถึงไกลมากนะครับ แต่ถนนดีร้อยละ 90
2.รถกระบะที่เหมามีไม้พาดให้นั่ง ผมเอาโฟมรองนั่งติดตัวไปด้วยนั่งสบายนุ่ม แนะนำ
3.มียุงนะครับ ทากน้อยมาก
4.ตอนนั่งรถกระบะให้ใส่ชุดกันฝนเลย ไม่ต้องรอให้มันตก
5.ร้านค้าหมู่บ้านมีน้ำแข็ง มี L ขาย
6.โทรศัพท์สงวนสิทธิ์เฉพาะ AIS  ;D ;D
7.ควรไปถึงจุดเปลี่ยนรถน้ำที่ว่าการอำเภออมก๋อยประมาณ 07.00 น. นะครับ ทุกอย่างจะได้ไม่เร่งรีบ
8.ของกินไปซื้อที่โลตัสตรงข้ามที่ว่าการอำเภอ เปิด 06.00 น. ถัดไปใกล้ๆ ก็มี 7

กล้องที่ใช้
Canon R8+ RF28-70 F2.8+ RF 16 mm F2.8 + Filter K&F


84
ลองไปค้นในอินเตอร์เนตต่อได้เลยครับ มีอธิบายภาพต่างๆ ไว้เยอะมาก
85
พระนารายณ์ปราบช้างเอกทันต์
ดังความในคัมภีร์นารายณ์ ๒๐ ปาง เล่าถึง เหตุการณ์ในไตรดายุค วันหนึ่งเมื่อครั้งพระพรหมธาดาหงส์ทอง ไปประชุมร่วมกับพระเป็นเจ้าทั้ง ๓ ที่เขาไกรลาส มีพระพรหมจำพวกหนึ่งเห็นเข้าก็เกิดความริษยาแก่พระพรหมธาดา
ด้วยผลกรรมจึงอุบัติลงมาเกิดเป็นช้างในอิศวรพงศ์ชื่อเอกทันต์ มีงาเดียวงอกกลางเพดาน มีฤทธิ์มาก จะแทงเงาหรือรอยเท้ามนุษย์แลสัตว์ก็จะถึงแก่ความตาย
ช้างนั้นจึงเที่ยวรุกรานในโลก จนเหล่านักสิทธิ์พากันไปเฝ้าพระอิศวร พระองค์จึงโปรดให้ไปทูลเชิญให้ลงไปปราบอสูรเอกทันต์
พระนารายณ์จึงเนรมิตให้มี ๖ กร ทรงเทพศัสตราวุธ ๖ อย่าง ได้แก่
- เสมา เกิดจากกำลังของพระอาทิตย์พระจันทร์
- โสภา เกิดจากกำลังของพระเพลิงพระคงคา
- ชาลักษ์ เกิดจากกำลังของพญาครุฑ
- ตรี เกิดจากกำลังของเขาพระสุเมรุ
- พระเฆอ เกิดจากกำลังของพญานกอินทรีอันชื่อว่าท้าวสีพิลาไลย
- บ่วงบาศ เกิดจากกำลังของพญาอนันตนาคราช
แล้วพระนารายณ์เสด็จลงมาสู่มนุษย์โลก เพื่อปราบช้างเอกทันต์ โดยมีชาวนา ๔ คน โภควดี ผู้เป็นพี่ใหญ่ สีรวัง ผู้เป็นภรรยา คชสาต และสาตกรรม เป็นผู้ช่วย
เมื่อพบฝูงช้าง พระนารายณ์จึงร่ายวิษณุมนตร์ แล้วกระทำประทักษิณ ๓ รอบ ชาวนาทั้ง ๔ แล้วเอาพระเฆอปักลงยังพื้น แล้วเอาพระรัศมีพระเพลิงมาประดิษฐานไว้ทั้งขวาซ้าย พลางมีเทวโองการเรียกพระมหาวิฆเนศวรให้มาประจำพระเพลิงฝ่ายขวา แล้วทรงถอดเอาสายธุรำอธิษฐานให้เป็นพระเทวกรรมนั่งประจำพระเพลิงฝ่ายซ้าย แล้วให้ชนทั้งสี่สังวัธยายมนตร์พฤฒิบาศนั่งรักษาตัวอยู่ในที่นั้น
พระวิษณุจึงกระทำเทวฤทธิ์หักรุกข์เจ็ดประการมากวัดแกว่งเรียกเทพยดาชื่อ "มหาเมสอ" ให้ต้อนฝูงช้างเถื่อนเข้ามาด้วยวิษณุมนตร์แต่เอกทันต์เป็นพระพรหมบังเกิดในชาติอิศวรพงศ์ จึงมิได้มาโดยวิษณุโองการ
พระนารายณ์เป็นเจ้าทรงพระพิโรธ จึงเอารุกข์เจ็ดประการมาร่ายวิษณุมนตร์แล้วฟาดลงที่รอยเท้าของช้างเอกทันต์ลง ๓ ครั้ง ทำให้พญาช้างปวดศีรษะเหมือนจะแตกเป็น ๗ เสี่ยง ด้วยความโกรธจึงยิ่งตรงเข้าใส่พระนารายณ์ พระนารายณ์ทรงเทพอาวุธทั้ง ๕ เข้าต่อสู้กับช้างเอกทันต์เป็นสามารถ
ช้างเอกทันต์สู้ไม่ไหว จึงบ่ายหน้าจะหนี แต่พระนารายณ์ทรงใช้บ่วงบาศนาคซัดถูกเท้าขวาอสูรเอกทันต์ แล้วนำตรีปักลงยังพื้นอธิษฐานให้เป็นต้นมะตูม แล้วเอาหางนาคผูกไว้กับต้นมะตูม พระหัตถ์ขวาทึ้งเอาเถาวัลย์มาอธิษฐานให้เป็นไม้ทามกับเฌอคล้องคอเอกทันต์เข้าไว้กับต้นคูณ แล้วพระนารายณ์จึงเสด็จมาหยุดอยู่ใต้ร่มไม้ยอ แล้วตรัสเรียกชนทั้งสี่มาประสิทธิ์วิชาคชกรรม นับถือเป็นครูปะกำทั้ง ๔ สืบมา
ส่วนช้างเอกทันต์นี้ พระนารายณ์จึงมอบให้เทพพาหนะของพระอินทร์ต่อไป

เรื่องและภาพ ศรัณย์ ม
86
พระเทวริงค์
บนบานหน้าต่างพระอุโบสถวัดบวรสถานสุทธาวาส ตรงกับสมุดไทยดำ ตำราเทวรูปไสยาศาสตร์ เล่ม ๗๐ ระบุความว่า "พระทระริงค์มัดอสุรสัตวบาพด้วยบ่วงเชือกบาช"
ภาพนี้ตรงกับตำนานกาลุกุมารย (කළු කුමාරයා) หรือพระกุมารดำ ในคติลังกา ที่เป็นปีศาจแห่งความเจ็บไข้ได้ป่วย เดิมเป็นเจ้าชายมนุษย์ในอดีตชาติที่พยายามจะก่อการกบฏเพื่อชิงบัลลังก์จากพระราชบิดา แต่เมื่อทำการไม่สำเร็จจึงตัดสินใจจบชีวิตตนเอง ด้วยแรงอาฆาตและวิญญาณที่ไม่สงบ เขาจึงไม่ได้ไปเกิดใหม่ แต่กลับกลายเป็นอมนุษย์รูปงาม มีผิวกายสีดำเข้ม แต่งกายสง่างามเหมือนเจ้าชาย
ลักษณะเป็นภาพเจ้าชายอสูร สวมมงกุฎ เครื่องแต่งกายอย่างเจ้านายลังกา มือข้างหนึ่งกำลังจับเด็กทารกยกขึ้นเตรียมจะกิน มืออีกข้างถือทารกอีกคนหนึ่ง แวดล้อมด้วยหญิงสาวทั้งสองข้าง ตามความเชื่อที่ว่าอสูรตนนี้มักจะเข้ามากรอกหู ฝันร้าย หรือสิงสู่หญิงสาว ทำให้เกิดอาการเจ็บป่วยทางจิตใจ แท้งลูก หรือไม่สามารถมีบุตรได้
สันนิษฐานว่าทั้งภาพจิตรกรรมบนบานหน้าต่างและสมุดไทยนี้ ควรมีที่มาจากภาพพิมพ์หิน (Lithograph) ชิ้นนี้ ตีพิมพ์เผยแพร่ครั้งแรกในปี พ.ศ. ๒๓๗๒) ในสมัยรัชกาลที่ ๓
ในหนังสือ "Yakkun Nattannawa: A Cingalese Poem, Descriptive of the Ceylon System of Demonology" (กวีนิพนธ์สิงหล พรรณนาถึงระบบพิธีไสยศาสตร์และอสูรวิทยาของลังกา) ของ จอห์น คอลลาเวย์ (Rev. John Callaway) จึงมีความเป็นไปได้ว่า ผู้เขียนภาพจิตรกรรมคนได้เคยเห็นภาพในหนังสือเล่มนี้มาก่อน

ดังนั้น คำว่า "พระทระริงค์" น่าจะมีที่มาจากคำว่า "Devil" ที่ปรากฏบนภาพในหนังสือนั่นเอง
เรื่องและภาพ ศรัณย์ ม.
87
ตะขาบปะทะปูทะเล จิตรกรรมฝาผนังวัดพระแก้ววังหน้า เรื่องราวในตำนานพระพุทธศาสนา
.
จิตรกรรมฝาผนังในพระอุโบสถวัดบวรสถานสุทธาวาส (วัดพระแก้ววังหน้า) นับเป็นงานช่างชิ้นเอกในกรุงเทพฯ โดยเขียนเต็มผนังทั้งสี่ด้าน โดยมีพระเจ้าราชวรวงศ์เธอ เจ้าฟ้าอิศราพงศ์ เป็นแม่กอง และมีช่างที่มีชื่อในสมัยนั้นเป็นผู้เขียนภาพ เช่น พระอาจารย์แดง นายมั่น และช่างอีกหลายท่าน
.
จิตรกรรมฝาผนังเล่าเรื่อง ตำนานพระพุทธสิหิงค์ และอดีตพระพุทธเจ้า 28 พระองค์ บานหน้าต่างมีภาพเทพเจ้าฮินดูปางต่าง ๆ พระคเณศ นารายณ์สิบปาง และอมนุษย์ของอินเดีย ในขณะนี้ กรมศิลปากร กำลังเปิดให้เข้าชม ตั้งแต่วันที่ 12 สิงหาคม - 20 กันยายน 2569 เวลา 09:00 - 16:00 น. ซึ่งเป็นกิจกรรมหนึ่งของ “รากนครา มรรคาแห่งรัตนโกสินทร์” เส้นทางท่องเที่ยวทางมรดกวัฒนธรรม
.
ภาพหนึ่งที่น่าสนใจเป็นจิตรกรรมตะขาบกับก้ามปูยักษ์โผล่มาจากท้องทะเล เป็นเรื่องราวในตำนานพระพุทธศาสนา จะยกมาให้อ่าน 2 เรื่อง
.
เรื่องที่ 1 ตำนานเกี่ยวกับเขาสิงคุตตระ (เขาสิงฆุตตระ) ในหนังสือตำนานพระเจดีย์ร่างกุ้ง ที่ อ.จวน เครือวิชฌยาจารย์ แปลจากคัมภีร์มอญ สำนักพิมพ์เมืองโบราณ จัดพิมพ์เมื่อ พ.ศ. 2539 อธิบายว่า
.
“ในละแวกป่าใหญ่แห่งเขานั้น ตะขาบใหญ่ตัวหนึ่งทำรังอาศัยอยู่ เที่ยวหาจับกินช้างเป็นอาหารของตน เมื่อกินช้างหมดตัวแล้ว นำเอากระดูกและงาช้างกลับไปทำรังที่อยู่อาศัย กองสูงถึง 7 ช่วงลำตาล แห่งเขาลูกนั้น
.
ครั้นช้างป่าในละแวกนั้นหมดสิ้นไป ไม่มีให้กินเป็นอาหารอีกแล้ว ตะขาบใหญ่ตัวนั้นจึงจำเป็นต้องออกไปหากินช้างในป่าละแวกอื่นที่ห่างไกลออกไป สถานที่ที่เหล่าโขลงช้างอาศัยอยู่นั้น เรียกว่า ‘อังเจิน’ (แอ่งช้าง) มาตราบเท่าทุกวันนี้
.
สถานที่ตะขาบใหญ่ทำรังอาศัยอยู่ เขาเรียกกันว่า เขาสิงฆุตตระ”
.
เขาสิงคุตตระมีชื่อเรียกอีก 7 ชื่อตามลักษณะเด่น ได้แก่ เขาหริตะกุมภะ (เขาสามยอด), เขาสัตตภูมิ (เขาสรรพสี), เขาธัญญวดี (เขาแห่งความอุดมสมบูรณ์), เขาโบกขระวดี (เขาล้อมรอบด้วยบริวาร 99 ลูก), เขาภูริทัตตะ (เขาแห่งความปรองดอง), เขาสีหะราชะ (เขาแห่งสัตว์ดุร้าย) และเขาสิงฆุตตระ (เขาที่มีรังตะขาบยักษ์)
.
ถ้าสังเกตตำนานเรื่องที่ 1 นี้ จะไม่มีเรื่องปูยักษ์
.
เรื่องที่ 2 ตำนานที่เกี่ยวข้องกับเจดีย์ชเวดากอง โดยคัดจากเรื่องตำนานแห่งธง อยู่ในประเพณีเรื่องแห่หงส์-ธงตะขาบ จากเว็บไซต์ว่าด้วยเรื่องประเพณีท้องถิ่นในประเทศไทย ของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร ดังนี้
.
“ณ ดอยสิงคุตต์ เมืองย่างกุ้ง มีตะขาบยักษ์ตัวหนึ่งอาศัยอยู่และชอบจับช้างมากินเป็นอาหาร จนซากช้างกองสุมเต็มไปหมด วันหนึ่ง มีพ่อค้าจากต่างแดนผ่านมาพบซากช้างนี้ จึงอาศัยจังหวะที่ตะขาบยักษ์ออกไปหากิน คัดเลือกและขนงาช้างลงเรือสำเภาของตนไป เมื่อตะขาบยักษ์กลับมาเห็นก็โกรธมาก จึงไล่ตามพ่อค้านั้นลงไปในทะเล แต่กลับต้องพบกับปูยักษ์เจ้าทะเลขนาดมหึมา เจ้าตะขาบยักษ์สู้ไม่ได้จึงถูกปูยักษ์จับกินเป็นอาหาร
.
ต่อมาในสมัยพุทธกาล ตปุสสะและภัลลิกะ พ่อค้าจากอุกกลชนบท ได้พบกับพระพุทธเจ้าและได้แสดงตนเป็นอุบาสก พระพุทธเจ้าจึงประทานพระเกศาธาตุให้ทั้งสองคน ครั้นเมื่อกลับมาถึงบ้านเมืองของตนแล้ว ก็ได้เสาะหาสถานที่ก่อสร้างเจดีย์บรรจุเกศาธาตุ จนมาสรุปที่ดอยสิงคุตต์ของตะขาบยักษ์ ส่วนเจดีย์นี้ ปัจจุบันก็คือเจดีย์ชเวดากอง และการแขวนธงตะขาบก็เพื่อระลึกถึงตะขาบยักษ์เจ้าถิ่นและบูชาปูชนียสถานด้วยนั่นเอง”
.
จะเห็นได้ว่า เรื่องราวของตะขาบยักษ์และปูทะเลมหึมานี้ ไม่ใช่เรื่องเล่าแฟนตาซีลอย ๆ แต่เป็นส่วนหนึ่งของตำนานการสร้างเจดีย์ชเวดากองและเขาสิงคุตตระ ที่ถูกถ่ายทอดผ่านปลายพู่กันของช่าง สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมโยงทางวัฒนธรรมและพระพุทธศาสนา
.
เรื่อง : กองบรรณาธิการศิลปวัฒนธรรม
ภาพ : จิตรกรรมฝาผนังตะขาบปะทะปูทะเล ภายในพระอุโบสถวัดบวรสถานสุทธาวาส (ภาพโดย วรวิทย์ พานิชนันท์)


อีกท่านอธิบายไว้แบบนี้

ตำนานพระเกศธาตุเจดีย์เขาสิงคุตตระ
ปรากฏใน “ตำนานพระเจ้าเลียบโลก” ที่ได้รับอิทธิพลของมอญ ดังมีเรื่องแทรกสำคัญ คือ ตำนานเรื่องตะขาบยักษ์กับปู กล่าวถึง
ในสมัยพระกกุสันธพุทธเจ้า บริเวณเขาสิงคุตตระมีตะขาบใหญ่ตัวหนึ่งอาศัยอยู่ ตะขาบยักษ์ อาศัยอยู่ในน้ำและกินช้างเป็นอาหาร เมื่อกินเนื้อช้างแล้ว ก็เอางาช้างมากองรวมไว้ โดยกินช้างวันละตัว จนช้างหมดป่า
ครานั้น มีเจ้ากรุงพาราณสี มีอาการประชวรปวดพระเศียรอย่างหนัก โปรดให้แพทย์ถวายการรักษาก็ไม่ทุเลา จึงทำการบวงสรวงเทวดามาบอกเหตุแห่งอาการป่วย ในคืนนั้นเทวดาจึงมาแจ้งในพระสุบินว่า ขอให้แต่งสำเภา ๗ ลำ นำแก่นจันทน์แดงใส่สำเภาให้เต็มไปไหว้ฤๅษีที่เขาสิงคุตตระ
พระเจ้ากรุงพาราณสีจึงให้แต่งสำเภาบรรทุกแก่นจันทน์แดง ๗ ลำ เมื่อถึงฤกษ์มงคลก็ทรงสำเภาเสด็จจากเมืองพาราณสีไปจนถึงเขาสิงคุตตระ ทรงนำแก่นจันทน์แดงไปสักการะฤๅษีแล้วแจ้งเหตุที่เสด็จมา ฤๅษีจึงช่วยบำบัดรักษาโรคโดยใช้แก่นจันทน์แดงมาฝนทาพระเศียรจนหายจากโรค ระหว่างเสด็จประพาสเขาสิงคุตตระ ได้ทอดพระเนตรเห็นงาช้างจำนวนมาก จึงเกิดความเสียดาย โปรดให้คนทั้งหลายนำงาช้างลงเรือสำเภา ๗ ลำ แล้วลาฤๅษีแล่นสำเภากลับยังพระนคร
ฝ่ายตะขาบยักษ์เมื่อกลับมาจากหากิน เห็นงาช้างหายไป ก็โกรธ ไต่ขึ้นยอดเขา มองไปพบเรือสำเภาบรรจุงาช้างกำลังล่องจากไป จึงว่ายน้ำติดตาม ชาวเรือเห็นตะขาบยักษ์ตามมา จึงกราบทูลเจ้ากรุงพาราณสีให้หยุดพักเรือในเมืองโบกขรพัสตร์ก่อน สำเภาทั้ง ๗ ลำจึงพ้นจากตะขาบยักษ์ แต่ตะขาบยักษ์กลับถูกปูยักษ์ในอาศัยอยู่ในทะเล หนีบจนตาย ซากตะขาบยักษ์ถูกฝูงสัตว์กัดกิน คงเหลือแต่ตีนตะขาบยักษ์ทั้งหมด ๙๑ ข้าง ได้กลายเป็นแม่น้ำ ๙๑ สายสืบมาในปัจจุบัน
เรื่องและภาพ ศรัณย์ ม.

88
ภาพคนแย่งผลกัลปพฤกษ์ ในวัดพระแก้ววังหน้าที่ “กรมนริศ” ทรงชม “ดีล้ำเลิศกว่าที่เคยเห็นมา”
.
วัดบวรสถานสุทธาวาส หรือวัดพระแก้ววังหน้ากำลังเปิดให้ผู้คนได้เข้าไปชมสัมผัสความสวยงามของจิตรกรรมภายในพระอุโบสถ
.
มีจิตรกรรมอยู่ภาพหนึ่งที่วาดรายละเอียดอย่างพิถีพิถันจน สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ถึงกับทรงชมภาพและช่างเขียน
.
ในหนังสือ สาส์นสมเด็จ พุทธศักราช ๒๔๘๐ - ๒๔๘๖ เล่มที่ 11 ฉบับคุรุสภา ที่สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ทรงมีจดหมายไปถึงสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ฉบับวันที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2480 ทรงชมจิตรกรรมดังกล่าวไว้ ความว่า
.
“ติดใจรูปเขียนในวัดบวรสถานอยู่อีกห้องหนึ่ง เห็นว่าดีล้ำเลิศกว่าที่เคยเห็นมา เขียนเป็นรูปกำลังทิ้งผลกัลปพฤกษ์ มีคนตั้งร้อยตั้งพันโก้งโค้งโก้งขวิดแย่งกันเป็นกลุ่ม ๆ ไม่ได้เขียนให้เห็นลูกมะนาว แต่รู้ได้ว่าลูกมะนาวตกลงที่ตรงไหน เพราะมีรูปคนรุมกันเข้าไปที่ตรงนั้นเป็นวง ๆ ที่ใกล้ต้นกัลปพฤกษ์มีคนอย่างเยียดยัดห่างออกมาค่อยบางเบาลงทีละน้อย ดูเห็นเหมือนจริงอย่างที่สุด ไม่เคยเห็นฝีมือช่างผู้นี้ที่ไหนมาก่อนเลย”
.
ทรงชมภาพคนแย่งผลกัลปพฤกษ์หรือผลมะนาวยัดเงินที่เป็นการโปรยทานแบบสมัยโบราณ ว่าวาดให้เห็นคนเป็นร้อยเป็นพันกำลังแย่งผลกัลปพฤกษ์กัน ถึงแม้จะไม่ได้เขียนให้เห็นผลกัลปพฤกษ์ที่กำลังแย่ง แต่ก็ทราบได้ว่าผลไปตกตรงไหน เพราะมีคนไปรุมกันเป็นหย่อม ๆ ตรงนั้น
.
รวมถึงวาดให้บริเวณต้นกัลปพฤกษ์ที่เป็นจุดโปรยทานมีผู้คนหนาแน่น และเมื่อถอยห่างออกมาจากต้นก็ให้มีผู้คนเบาบางลงตามความเป็นจริง ซึ่งทรงชมรายละเอียดของภาพวาดว่าดีล้ำเลิศกว่าที่เคยเห็นมา
.
และยังทรงชมช่างเขียนจิตรกรรมนี้เอาไว้ด้วย ความว่า
.
“กรมหมื่นวรวัฒน์บอกว่าชื่อนายมั่นเป็นคนของเจ้าฟ้า ปกติของช่างเขียนมักขี้เกียจ ทำเพียงสุกเอาเผากินเป็นพื้น เขียนแต่ตัวที่เป็นเนื้อเรื่องอันจะหลบหนีไปเสียไม่ได้เท่านั้น ถ้าเนื้อเรื่องมีตัวน้อยก็ทำแต่พื้นที่ว่างไว้ เสียไม่ได้ที่ตั้งสองศอกก็เขียนคนใส่ลงไปสักสองสามคน รูปที่เขียนใส่ลงไปนั้นก็ไม่ได้คิดให้ทำอะไร กรมหมื่นวรวัฒน์เคยค่อนว่า นี่เขียนคนบ้าคนใบ้ไว้ทั้งนั้น ไม่พูดกันไม่ดูกัน ไม่ทำอะไร นั่งยืนเหม่อๆ ไปตามบุญตามกรรม จริงอย่างนั้น แต่ของนายมั่นหาเป็นเช่นนั้นไม่ จึงได้เห็นว่าดีนัก”
.
เราได้ทราบชื่อของช่างที่เขียนภาพนี้ว่าชื่อ “นายมั่น” จากการบอกเล่าของพระเจ้าราชวรวงศ์เธอ กรมหมื่นวรวัฒน์สุภากร และสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ยังทรงกล่าวชมอีกว่า การเขียนภาพของนายมั่น ไม่เหมือนช่างเขียนคนอื่นตรงที่
.
ปกติ “ช่างเขียนมักขี้เกียจ ทำเพียงสุกเอาเผากิน” เขียนแต่ตัวเนื้อเรื่องหลัก ถ้าเนื้อเรื่องที่มีตัวละครสำคัญน้อยลงมาก็จะทำพื้นที่ว่างไว้ หรือไม่ก็เขียนคนลงไปสักสองสามคน ยืนเฉย ๆ ไม่ได้ทำอะไรที่ชัดเจน จนกรมหมื่นวรวัฒน์สุภากรตำหนิว่า “นี่เขียนคนบ้าคนใบ้ไว้ทั้งนั้น ไม่พูดกันไม่ดูกัน ไม่ทำอะไร นั่งยืนเหม่อๆ ไปตามบุญตามกรรม”
.
แต่ไม่ใช่สำหรับภาพเขียนของนายมั่น ที่วาดรายละเอียดอย่างพิถีพิถันจน สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ทรงชม
.
หากท่านใดสนใจชมจิตรกรรมดังกล่าว สามารถไปสัมผัสความสวยงามได้ที่วัดบวรสถานสุทธาวาส (วัดพระแก้ววังหน้า) ซึ่งเปิดให้เข้าชมจนถึงวันที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2569
.
เรื่อง : ศุภาวีร์ รักษา
ภาพ : ภาพคนแย่งผลกัลปพฤกษ์ (ภาพโดย : วรวิทย์ พานิชนันท์)
89
กลางพระอุโบสถวัดพระแก้ววังหน้า ในอดีตเคยประดิษฐานอะไร?
.
“วัดบวรสถานสุทธาวาส” หรือ “วัดพระแก้ววังหน้า” เป็นวัดประจำ “วังหน้า” หรือพระราชวังบวรสถานมงคล ภายในมีพระพุทธรูปยืนปางห้ามสมุทร และจิตรกรรมของช่างสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์อันทรงคุณค่า
.
หากสังเกตบริเวณกึ่งกลางพระอุโบสถจะเห็นแท่นหรือฐานที่มีตู้บริจาค อาจสงสัยว่าจุดนี้เคยประดิษฐานสิ่งสำคัญอะไรมาก่อนหรือไม่?
.
ย้อนกลับไปในสมัยรัชกาลที่ 3 สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาศักดิพลเสพ วังหน้าในสมัยนั้น มีพระราชดำริว่า พระราชบิดาคือรัชกาลที่ 1 เคยตีเมืองเวียงจันทน์แล้วอัญเชิญ “พระแก้วมรกต” ลงมา ต่อมาจึงได้สร้าง “วัดพระศรีรัตนศาสดาราม” ซึ่งเป็นวัดประจำวังหลวง แล้วอัญเชิญพระแก้วมรกตมาประดิษฐานที่วัดแห่งนี้
.
เมื่อพระองค์ตีเมืองเวียงจันทน์ได้ ก็ทรงปรารภจะทำตามแบบอย่าง “เจริญรอยสมเด็จพระบรมชนกนาถ” โดยทรงได้ “พระเสิม” ซึ่งเป็นพระพุทธรูปสำคัญของเมืองเวียงจันทน์ จึงโปรดเกล้าฯ ให้สร้าง “วัดบวรสถานสุทธาวาส” แล้วจะอัญเชิญพระเสิมมาประดิษฐานเป็นพระประธาน
.
แต่พระราชประสงค์ของสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาศักดิพลเสพก็ไม่ลุล่วง เพราะสวรรคตไปเสียก่อน พระเสิมจึงอยู่ที่เมืองหนองคายต่อไปอีกระยะหนึ่ง
.
ต่อมา พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าฯ วังหน้าในสมัยรัชกาลที่ 4 โปรดเกล้าฯ ให้อัญเชิญพระเสิมลงมาถึงกรุงเทพฯ แล้วประดิษฐานไว้บนพระแท่นเศวตฉัตรภายในพระที่นั่งอิศราวินิจฉัยที่วังหน้า
.
อย่างไรก็ตาม การที่จะอัญเชิญพระเสิมมาประดิษฐานเป็นพระประธานที่วัดบวรสถานสุทธาวาสนั้น รัชกาลที่ 4 ทรงคัดค้าน ทรงแนะนำว่าควรจะประดิษฐาน “พระพุทธสิหิงค์” จะดีกว่า
.
ในช่วงนั้นฝนแล้งหลายปีติดต่อกัน กล่าวโทษว่าเพราะเอา “พระลาวบ้านแตกเมืองร้าง” มาประดิษฐานในกรุงเทพฯ จึงได้อัญเชิญ “พระบาง” กลับคืนเมืองหลวงพระบางไป ส่วนพระเสิมนั้น พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าฯ ไม่ทรงยอมให้ย้าย จวบจนพระองค์สวรรคต จึงอัญเชิญมาประดิษฐานที่วัดปทุมวนาราม ราชวรวิหาร
.
รัชกาลที่ 4 มีพระราชประสงค์จะตั้งบุษบกกลางพระอุโบสถวัดบวรสถานสุทธาวาส แล้วประดิษฐานพระพุทธสิหิงค์เป็นพระประธาน แต่การก็ไม่แล้วเสร็จจนเป็นอันล้มเลิกไปในที่สุด ดังที่ สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงเล่าเอาไว้ว่า
.
“พระบาทสมเด็จฯ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระราชดำริจะให้เชิญพระพุทธสิหิงค์ไปประดิษฐานเป็นประธานในพระอุโบสถวัดบวรสถานสุทธาวาส…โปรดให้ก่อฐานชุกชีที่จะตั้งบุษบกกลางพระอุโบสถ และเขียนเรื่องตำนานพระพุทธสิหิงค์ที่ฝาผนัง แต่การค้างอยู่จนสิ้นรัชกาลที่ 4 จึงหาได้เชิญพระพุทธสิหิงค์ไปไม่”
.
พระพุทธสิหิงค์จึงประดิษฐานที่พระที่นั่งพุทไธสวรรย์ในวังหน้ามาจนถึงปัจจุบัน
.
สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงวิเคราะห์แนวพระราชดำริของรัชกาลที่ 4 ว่า วังหลวงมีวัดประจำวังคือ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม และมีพระพุทธรูปสำคัญประดิษฐานคือ พระแก้วมรกต ดังนั้น วังหน้าที่มีวัดประจำวังคือ วัดบวรสถานสุทธาวาส ก็จะให้มีพระพุทธรูปสำคัญประดิษฐานด้วย นั่นคือ พระพุทธสิหิงค์ เพราะเหตุที่ว่า พระแก้วมรกตกับพระพุทธสิหิงค์ “เป็นพระพุทธรูปศรีเมือง” ทั้งสององค์
.
ทรงวิเคราะห์ต่อไปว่า พระที่นั่งพุทไธสวรรย์ในวังหน้านั้น รัชกาลที่ 4 น่าจะมีพระราชประสงค์ให้ประดิษฐาน “พระแก้วผลึก” หรือ “พระแก้ววังหน้า” ซึ่งจะได้คู่กับ พระพุทธรัตนสถานในวังหลวงที่ประดิษฐาน “พระพุทธบุษยรัตน์” หรือ “พระพุทธบุษยรัตนจักรพรรดิพิมลมณีมัย” ซึ่งเป็นพระพุทธรูปที่แกะสลักจากหินธรรมชาติเช่นเดียวกัน
.
ปัจจุบัน “พระแก้ววังหน้า” ประดิษฐานบริเวณฐานชุกชี เบื้องหน้าพระแก้วมรกต ภายในพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ส่วน “พระพุทธบุษยรัตน์” ประดิษฐานที่พระที่นั่งอัมพรสถาน
.
ตำแหน่งกึ่งกลางพระอุโบสถวัดบวรสถานสุทธาวาสจึงเกือบจะเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธสิหิงค์มาก่อนนั่นเอง
.
ทั้งนี้ ในสมัยรัชกาลที่ 5 ได้ปรับให้พระอุโบสถวัดบวรสถานสุทธาวาสเป็นพระเมรุพิมานประดิษฐานพระบรมศพและพระศพเจ้านายรวมถึงพระสงฆ์ชั้นผู้ใหญ่สำหรับทรงบำเพ็ญพระราชกุศล
.
เรื่อง : กองบรรณาธิการศิลปวัฒนธรรม
ภาพ : ภายในพระอุโบสถวัดบวรสถานสุทธาวาส (ภาพจาก : ธนกร การิสุข)
90
พระพุทธคุณ ๙ ประดับผนังบุษบกพระประธานภายในพระอุโบสถ วัดบวรสถานสุทธาวาส
สันนิษฐานว่า พระพุทธคุณ ทั้ง ๙ ประการของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตั้งแต่ “อรหํ สมฺมาสมฺพุทฺโธ วิชฺชาจรณสมฺปนฺโน สุคโต โลกวิทู อนุตฺตโร ปุริสทมฺมสารถิ สตฺถา เทวมนุสฺสานํ พุทฺโธ ภควา” ที่จำหลักด้วยอักษรขอมบนแผ่นหินอ่อนประดับลายเครือเถากระหนกนี้ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดให้สร้างขึ้นตามรูปแบบพระราชนิยมเช่นที่ทรงสร้างไว้ในซุ้มโพธิพฤกษ์ของพระนิรันตรายที่โปรดให้สร้างขึ้นเพื่อพระราชทานไปตามวัดในคณะธรรมยุต

เรื่องและภาพ ศรัณย์ ม
Pages: 1 ... 7 8 [9] 10