Recent Posts

Pages: 1 ... 8 9 [10]
91
วัดบวรสถานสุทธาวาส (วัดพระแก้ววังหน้า)
พุทธสถานแห่งนี้ ตั้งอยู่ในบริเวณซึ่งในอดีต คือ ภานเขตพระราชฐานชั้นนอกด้านทิศเหนือ สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาศักดิพลเสพ (พระมหาอุปราชในรัชกาลที่ ๓) โปรตาให้สร้างขึ้น พุทธบูชาแบบเดียวกับวัดพระศรีรัตนศาสดาราม (วัดพระแก้ว) ในพระบรมมหาราชวัง
จึงมีชื่อเรียกสามัญว่า วัดพระแก้ววังหน้า

การก่อสร้างพุทธสถานดำเนินต่อมาจนถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว (พระมหาอุปราชในรัชกาลที่ ๔ ซึ่งทรงสถาปนาพระอิสริยยศเสมอกับพระเจ้าแผ่นดิน) แต่ไม่ทันแล้วเสร็จ ทรงสวรรคตก่อน พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดฯให้บูรณปฏิสังขรณ์ต่อมาจนแล้วเสร็จ ด้วยทรงมีพระราชดำริใช้เป็นพระอารามประดิษฐานพระพุทธสิหิงค์ แต่ตลอดรัชสมัย ไม่มีการอัญเชิญพระพุทธสิหิงค์ไปประดิษฐานแต่อย่างใด
ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดฯให้สถาปนาตำแหน่งสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมาร แทนตำแหน่งพระมหาอุปราช (วังหน้า) เมื่อ พ.ศ.๒๔๓๐ โปรดฯให้รื้อถอนส่วนป้อม กำแพง และอาคารหลายแห่งในพระราชวังบวรสถานมงคล (วังหน้า)

ต่อมา ใน พ.ศ.๒๔๔๓ โปรดฯให้ซ่อมแปลงพระอุโบสถวัดบวรสถานสุทธาวาสเพื่อเป็นเมรุที่นาน ใช้ประกอบพระราชพิธีการพระบรมศพสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ และพระบรมวงศานุวงศ์ที่สิ้นพระชนม์ไปในช่วงเวลาต่างๆ หลังจากนั้น พุทธสถานแห่งนี้เริ่มทรุดโทรม จึงมีการบูรณะอย่างต่อเนื่องอีกหลายครั้ง เช่น ใน พ.ศ.๒๔๘๐. พ.ศ.๒๕๐๕, พ.ศ.๒๕๕๗

ลักษณะสถาปัตยกรรมของพระอุโบสถของวัดบวรสถานสุทธาวาส เป็นอาคารทรงไทย หลังคาทำเป็นมุช ๔ ด้าน ซ้อนกัน ๒ ขั้น มุงด้วยกระเบื้องเคลือบ กรอบหน้าบันประดับด้วย ช่อฟ้า ใบระกา นาคสะดุ้ง หางหงส์ ส่วนหน้าบันประดับลายปูนปั้นรูปดอกไม้ และใบไม้ ประดับกระจกสี ตัวอาคารพระอุโบสถก่ออิฐถือปูน บนผนังอาคารแต่ละด้าน มีประตู ๓ ประตู เว้นด้านตะวันตกมี ๒ ประตู และมีช่องหน้าต่างรวม ๑๖ ช่อง ผนังภายในพระอุโบสถเขียนภาพจิตรกรรมฝาผนัง ได้แก่ ภาพทิพยวิมานและหมู่เทวดา ภาพอดีตพุทธเจ้า ๒๘ พระองค์ ภาพเล่าเรื่องตำนานพระพุทธสิหิงค์ ภาพพุทธประภาพเทพเจ้าฮินดูภาพจากวรรณคดีสำคัญ เช่น กับภีร์ภารตนาฏยศาสตร์ รามเกียรติ์ นารายณ์สิบปาง เป็นต้น

ที่มา : ป้ายในวัด
92
แท่นประดิษฐานพระพิฆเนศวร หลังพระอุโบสถวัดบวรสถานสุทธาวาส จากอนุสาวรีย์ฉลองพระนคร 100 ปี
.
บริเวณพระอุโบสถวัดบวรสถานสุทธาวาส (วัดพระแก้ววังหน้า) ที่กำลังเปิดให้เข้าชมในปัจจุบันนี้ (ตั้งแต่วันที่ 12 สิงหาคม - 20 กันยายน 2569 เวลา 09:00 - 16:00 น.) ยังเป็นที่ตั้งของสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ และมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่บรรดาสายมูมักจะมาขอพร ตั้งอยู่ด้านทิศใต้ของพระอุโบสถ เป็นที่ประดิษฐาน “องค์พระพิฆเนศวร”
.
พระพิฆเนศวรออกแบบโดย ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี และนายชื้น ชื่นประสิทธิ์ เป็นผู้หล่อ คาดว่าจัดสร้างในปี พ.ศ. 2488 (บางข้อมูลบอกว่า พ.ศ. 2477)
.
องค์พระพิฆเนศวรสูงประมาณ 1.40 เมตร ด้านหลังองค์เทวรูปเป็นแผ่นหินกลม มีสี่พระกร ทรงวัชระ ปาศะ ทันตะ และหม้อน้ำ ประทับนั่งในลักษณะแยกพระชงฆ์ออกจากกัน โดยฝ่าพระบาททั้งสองข้างหันเข้าหากัน ทรงเครื่องพัสตราภรณ์ประดับด้วยงูและหัวกะโหลก
.
นอกจากความงามของพระพิฆเนศวรแล้ว ยังมีสิ่งที่น่าสนใจอีกคือ ฐานหินที่ประดิษฐานพระพิฆเนศวร เพราะฐานดังกล่าวคือ “ฐานปฐมบรมราชานุสาวรีย์ ฉลองพระนครครบร้อยปี”
.
จากลายพระหัตถ์ สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ถึงหลวงบริบาลบุรีภัณฑ์ ฉบับวันที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2481 ซึ่งพระองค์เขียนที่เมืองปีนัง ทรงอธิบายถึง “ปฐมบรมราชานุสาวรี” กับ “บุษบกใหญ่ทำด้วยศิลา” พิมพ์อยู่ในหนังสือ “เรื่องโบราณคดี อนุสรณ์ หลวงบริบาลบุรีภัณฑ์ (ป่วง อินทุวงศ์)” ซึ่งจะคัดมาให้อ่านดังนี้ (สะกดตามอักขระเดิม และจัดย่อหน้าใหม่เพื่อให้อ่านสะดวก)
.
“เรื่องเครื่องศิลาจำหลักที่ขนมาจากบริเวณสำนักงานกรมเจ้าท่าเอามาไว้ในพิพิธภัณฑสถานฯ นั้น มีเรื่องประวัติมาดังจะกล่าวต่อไปนี้ ในรัชกาลที่ 5 เมื่อ พ.ศ. 2425 อายุพระนครอมรรัตนโกสินทร์ครบ 100 ปี มีการฉลองพระนครเป็นงานใหญ่ในงานนั้น พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าทรงพรงพระราชดำริห์ให้สร้างถาวรวัตถุป็นอนุสรณ์ 2 สิ่ง คือ ปฐมบรมราชานุสาวรี สนองพระเดชพระคุณพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกสิ่ง 1 ศาลสถิตยุติธรรมสิ่ง 1
.
ศาลสถิตยุติธรรมยังปรากฎอยู่จนบัดนี้ เดิมมีหอสูงติดนาฬิกา 4 ด้าน และมีบุษบกทองสัมฤทธิ์กับฉัตรทองสัมฤทธิ์ 4 คันตั้งบนยอดหอสูงนั้น แต่เมื่อล่วงมาหลายปีหอสูงนั้นทรุด อินเยอเนียตรวจเห็นว่าถ้าทิ้งไว้จะพังจึงโปรดให้รื้อหอสูงเสีย บุษบกทองสัมฤทธิ์ที่เคยตั้งบนยอดหอสูงเอาไปไว้ที่ไหนฉันจำไม่ได้ ไปพบเมื่อเริ่มจัดพิพิธภัณฑสถานฯ ในรัชกาลที่ 7 จึงให้เอามารักษาไว้ในพิพิธภัณฑสถานฯ
.
ส่วนปฐมบรมราชานุสาวรี ใครเป็นผู้คิดแบบฉันไม่ทราบ เจ้าพระยาภาณุวงศ์มหาโกษาธิบดี (ท้วม บุนนาค) เป็นผู้อำนวยการสร้าง ๆ ในสนามตรงหน้าศาลสถิตยุติธรรม
.
แบบปฐมบรมราชานุสาวรีนั้นคิดจะสร้างเป็นบุษบกใหญ่ทำด้วยศิลาเป็นที่ตั้งพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกในนั้น มีฐานก่ออิฐ (ประดับศิลา) รองบุษบก (คล้ายคั่นบันได) 5 ชั้น ฐานอิฐได้ก่อโครงสำเร็จ
.
แต่ส่วนบุษบกศิลานั้น ได้ยินว่าเรียกช่างศิลามาแต่เมืองจีน ให้ไปต่อยศิลาที่เขาสามมุก อยู่ริมทะเลระหว่างอ่างหินกับบางพระแห่ง 1 กับที่เกาะสีชังแห่ง 1 แต่งทำรูปและจำหลักลายสำหรับติดต่อก่อเป็นบุษบก ทำแล้วเท่าใดส่งเข้ามากรุงเทพฯ เป็นคราว ๆ เดิมก็เห็นจะเอาไว้ใกล้กับฐานอิฐที่ก่อแล้วนั้น
.
ทีหลังความมาปรากฏขึ้นว่าบุษบกศิลาที่ทำนั้นจะไม่สามารถก่อขึ้นได้ดังประสงค์ ฉันไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด สันนิษฐานว่าเห็นจะเป็นเพราะนายช่างผู้คิดแบบบุษบก เอาแบบตัวไม้เช่นเคยสร้างบุษบกไม้มาให้ทำด้วยหิน ก็หินมีน้ำหนักมากและจะเอาติดต่อกันยากกว่าไม้
.
การที่จะทำบุษบกศิลาจึงไม่สำเร็จ ทิ้งค้างรำคาญตาคนมาจนเมื่อสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงโปรดให้ทำท้องสนามหลวง จึงดำรัสสั่งให้รื้อปฐมบรมราชานุสรณ์ซึ่งค้างอยู่และจะทำให้สำเร็จตามความคิดเดิมไม่ได้นั้นเสีย เมื่อรื้ออิฐก็เอาไปใช้ทำการอื่น แต่ส่วนเครื่องศิลาเอาไปไว้ ณ บริเวณกรมเจ้าท่า ในเวลานั้นเป็นที่ทำการกรมโยธาธิการ เลยทิ้งอยู่ที่นั่น ฉันไปเห็นเข้าจึงขอเอามารักษาไว้ในพิพิธภัณฑสถานฯ.”
.
ฐานหินที่รองรับองค์พระพิฆเนศวร ณ วัดบวรสถานสุทธาวาส ในปัจจุบันนี้ อดีตคือ “ฐานปฐมบรมราชานุสาวรีย์ ฉลองพระนครครบร้อยปี” ที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์ในงานฉลองกรุงรัตนโกสินทร์ครบ 100 ปี เมื่อ พ.ศ. 2425
.
แม้โครงการสร้างบุษบกศิลาจะไม่สำเร็จและถูกรื้อถอนลงตามบันทึกของสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ จนชิ้นส่วนศิลาเคยกระจัดกระจายไปอยู่ที่กรมเจ้าท่า ก่อนจะถูกนำมาเก็บรักษาไว้ และต่อมาได้ถูกเลือกใช้เป็นแท่นประดิษฐานองค์พระพิฆเนศวรที่ออกแบบโดย ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี จึงทำให้โบราณวัตถุชิ้นสำคัญชิ้นนี้เชื่อมโยงกับงานศิลปกรรมอย่างทรงคุณค่า
.
เรื่อง : กองบรรณาธิการศิลปวัฒนธรรม
ภาพ : แท่นประดิษฐานพระพิฆเนศวร (ภาพโดย วรวิทย์ พานิชนันท์)
93
6.วัดบวรสถานสุทธาวาส(วัดพระแก้ววังหน้า) ที่นี่มี พระพิฆเนศด้านหลัง
https://maps.app.goo.gl/Dz2bG7ZN5KFfrEAGA

94
ไปกันต่อ ไปเที่ยวชม
4.2 พระคเณศ 4 กร ศิลปะชวา ได้มาตั้งแต่รัชกาลที่ 5 ณ อาคารมหาสุรสิงหนาท
https://maps.app.goo.gl/6CbujHussxuNzmtX6

จะอยู่จุดสุดท้ายตอนออกอาคาร  แต่ก่อนจะมาดูจุดนี้ก็ชมส่วนอื่นๆ ก่อนนะครับ สวยๆ ทั้งนั้น และยังได้รู้เกี่ยวกับความเป็นมาของงาศิลป์ประเทศไทยด้วย

พุทธศตวรรษที่ 15-16
จากจันทิสิงหสาหรี ประเทศอินโดนีเชีย รัฐบาลฮอลันดา ณ เกาะชวา น้อมเกล้าฯ ถวาย พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

ที่มา : ป้าย

สายประวัติศาสตร์และสายมูต้องปักหมุด พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ซึ่งตั้งอยู่ในบริเวณพระราชวังบวรสถานมงคล (วังหน้า) เปิดพื้นที่จัดแสดงโบราณวัตถุล้ำค่าด้วยรูปแบบที่ทันสมัย พร้อมไฮไลท์สำคัญที่หาชมได้ยากยิ่งอย่าง "พระพิฆเนศปางยืนบนหัวกะโหลก"
.
ประติมากรรมดังกล่าวตั้งอยู่ ณ อาคารมหาสุรสิงหนาท แกะสลักจากหินภูเขาไฟ เป็นงานศิลปะชวาตะวันออก (ศิลปะสิงหัดส่าหรี) จากประเทศอินโดนีเซีย โดยมีความโดดเด่นและนัยสำคัญตามความเชื่อดังนี้
.
ประทับบนหัวกะโหลก องค์พระพิฆเนศมีลักษณะประทับบนฐานหัวกะโหลกและมีเครื่องประดับกะโหลก ซึ่งสะท้อนคติความเชื่อในนิกายมหายานตันตระและอิทธิพลลัทธิไศวนิกาย
.
สัญลักษณ์แห่งชัยชนะ หัวกะโหลกสื่อถึงความตายและการแตกดับ การประทับอยู่เหนือหัวกะโหลกจึงหมายถึงการอยู่เหนือวัฏสงสารและการเอาชนะอวิชชา
.
พลังปัดเป่าสิ่งชั่วร้าย รูปลักษณ์ที่น่าเกรงขามตามความเชื่อแบบตันตระ มีความหมายถึงการขจัดปัดเป่าสิ่งอัปมงคลขั้นรุนแรง
.
ผู้ที่สนใจสามารถเดินทางไปสัมผัสความงามและความลึกลับของโบราณวัตถุล้ำค่าชิ้นนี้ พร้อมชมความงามของสถาปัตยกรรมไทยและโบราณวัตถุตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ถึงสมัยรัตนโกสินทร์ได้ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร
.
ที่มา : onenews
97
1.ผ้าโจงกระเบนไหมมัดหมี่(โฮลเปราะห์) 2.ผ้ามัดหมี่สองทาง(อันปรม) 3.ผ้าซิ่นแม่เรือน(หนี่คิ) 4.ผ้าซิ่นมัดหมี่ไทลื้อ(ซิ่นก่าน) 5.ผ้าไหมสาเกต 6. ผ้าซิ่นมัดหมี่
98
ผ้าจวนตานี
รัตนโกสินทร์ พุทธศตวรรษที่ 25
สมบัติของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ
ผ้ามัดหมี่ของชาวไทยมุสลิม หรือ "ผ้ายกตานี" ใช้เทคนิคทอยกสอดดิ้นทองเป็นเส้นพุ่งเสริม ทำให้เกิดลวดลายเป็นสีทอง เรียกว่า "ลิมาร์" หมายถึง ห้า อันเป็นลักษณะของแถบลายผ้าที่ใช้สีตัดกัน 5 สี
99
ผ้ามปักปูมท้องนาค
รัตนโกสินทร์ พุทธศตรวรรษที่ 25
คุณท้าวภัณฑสารนุรักษ์ ส่งมาจากคลังใน เมื่อวันที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2471
ผ้าสมปักชั้นสูงสุดที่พระมหากษัตริย์ใช้พระราชทานแก่ขุนนางชั้นเสนาบดี สำหรับนุ่งเข้าเฝ้าหรือในการราชพิธี ถือเป็นเครื่องใช้ที่ได้รับพระราชทานรายปีเรียกว่า "ผ้าหวัดรายปี"
100
อานม้าปักดิ้น เลื่อมและปีกแมลงทับ
ศิลปะรัตนโกสินทร์ พุทธศตวรรษที่ 24-25
เครื่องราชบรรณาการจากเมืองเชียงใหม่ สมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว(รัชกาลที่ 6)
อานม้าปักลวดลายผีเสื้อบริเวณอานม้า และปักลายสิงห์ล้อมด้วยลายดอกไม้ที่แผงช้าง(พนัง)
Pages: 1 ... 8 9 [10]