Hiking Thai

Hiking Thai => เที่ยวเมืองไทย..ยังไม่ไปก็รู้ => Topic started by: designbydx on กันยายน 19, 2026, 10:18:23 am

Title: รากนครา มรรคาแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ 2569
Post by: designbydx on กันยายน 19, 2026, 10:18:23 am
รากนครา มรรคาแห่งกรุงรัตนโกสินทร์

“รากนครา มรรคาแห่งรัตนโกสินทร์”  เส้นทางท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมที่จัดโดย กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม ในปี พ.ศ. 2569 (2026) โดยมีแนวคิดให้ประชาชน เดินทางตามรอยมรดกของกรุงรัตนโกสินทร์ ผ่านพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ โบราณสถาน

1.อาคารกรมศิลปากร ดูอาคารเก่า งานศิลป์ด้านใน เปิดให้ชม
https://maps.app.goo.gl/KTdxDJSgKWKzgkgw6

2.พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ศิลป์ พีระศรี อนุสรณ์ จุดเริ่มต้นศิลปะร่วมสมัยของไทย งานปั้น
https://maps.app.goo.gl/JXiqtituW22LsRmK7

3.อาคารถาวรวัตถุ(ตึกแดง) ร.ศ. 242 ชมตู้ลายทองสืบสานงานศิลป์
https://maps.app.goo.gl/goqGbFfrJp2Pws4y7

4.พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร
4.1 สยามพัสตราภรณ์พิไล เทิดไท้พรพันปีฯ ณ พระที่นั่งอิศราวินิจฉัย ผ้าอายุกว่า 100 ปี จัดถึงวันที่ 4 ตค 69
4.2 พระคเณศ 4 กร ศิลปะชวา ได้มาตั้งแต่รัชกาลที่ 5 ณ อาคารมหาสุรสิงหนาท
https://maps.app.goo.gl/6CbujHussxuNzmtX6

5. โรงละครแห่งชาติ(ไม่มีอะไรจัดแสดง)
https://maps.app.goo.gl/t46Xc4oMKy11iLUg8

6.วัดบวรสถานสุทธาวาส(วัดพระแก้ววังหน้า) ที่นี่มี พระพิฆเนศด้านหลัง
https://maps.app.goo.gl/Dz2bG7ZN5KFfrEAGA

7.พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลปะ(หอศิลป์เจ้าฟ้า) งานอาร์ท
https://maps.app.goo.gl/15fCFapxZaCCQsCE6

8.เกาะเกิดศิลป์ แผ่นดินสยาม อยุธยา (แนะนำไปเพิ่ม) เขามีจัดรถพาเที่ยวฟรีนะ
https://maps.app.goo.gl/xnoxwGQ1hZqhkTZX7
Title: Re: รากนครา มรรคาแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ 2569
Post by: designbydx on กันยายน 19, 2026, 10:25:01 am
1.อาคารกรมศิลปากร ดูอาคารเก่า งานศิลป์ด้านใน เปิดให้ชม
https://maps.app.goo.gl/KTdxDJSgKWKzgkgw6

หอเชือก

ศาลเทพารักษ์ผู้ดูแลรักษาช้าง ที่สร้างขึ้นมาตั้งแต่ในสมัยรัชกาลที่ ๑ ที่ริมท้องสนามหลวง จนเมื่อมีการรื้อหอเชือกเดิม พระวรวงศ์เธอ กรมหมื่นปราบปรปักษ์ จึงเอาขึ้นไปสร้างไว้ที่ตำหนักสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ามหามาลา กรมพระยาบำราบปรปักษ์ ด้วยทรงกำกับกรมพระคชบาลมาก่อน
เพื่อสำหรับแต่งสำรับใช้ในพิธีคชกรรม ทั้งพิธีทอดเชือก คือ การคลี่เชือกปะกำเพื่อตรวจสอบความเรียบร้อย พิธีดามเชือก คือพิธีเสริมความแข็งแรงของเชือกปะกำ พิธีตั้งกรรมระงับความไข้เจ็บไข้ของช้างหลวง ตลอดจนกรมพระคชบาลจะมีการเชิญเครื่องพลีกรรมไปบวงสรวงในการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก อีกด้วย
ด้วยบริเวณถนนหน้าพระลานและถนนหน้าพระธาตุ เดิมเป็นที่ตั้งของโรงช้างหลวง ดังความในนิทานโบราณคดี ของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ที่ว่า

“สมัยนั้น ถนนหน้าพระลานทางฟากข้างเหนือ มีโรงช้างเรียงกันมาแต่ตรงป้อมเผด็จดัสกร จนถึงหัวถนนหน้าพระธาตุ เป็นโรงเดี่ยวไว้ช้างพลายที่ขึ้นระวางแทบทั้งนั้น ทางถนนหน้าพระธาตุทางฟากตะวันออกก็มีโรงช้าง เป็นโรงเดี่ยวบ้างกับโรงยาวสำหรับไว้ช้างพังบ้าง เรียงกันไปจนตลอดสถานกรมศิลปากรบัดนี้ ช้างพลายศักดิ์อยู่โรงต้นแถวตรงป้อมเผด็จดัสกร ไปลงน้ำต้องเดินทางถนนหน้าพระลาน จนถึงท่าพระซึ่งเรียกกันเป็นสามัญว่า “ท่าช้าง”

เรื่องและภาพ ศรัณย์ ม.
Title: Re: รากนครา มรรคาแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ 2569
Post by: designbydx on กันยายน 19, 2026, 10:25:52 am
อยู่ระหว่างปรับปรุงพอดี
Title: Re: รากนครา มรรคาแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ 2569
Post by: designbydx on กันยายน 19, 2026, 10:30:42 am
อาคารกรมศิลปากร
Title: Re: รากนครา มรรคาแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ 2569
Post by: designbydx on กันยายน 19, 2026, 10:31:17 am
ภายในมีร้านขายหนังสือ
Title: Re: รากนครา มรรคาแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ 2569
Post by: designbydx on กันยายน 19, 2026, 10:32:59 am
พระบรมฉายาลักษณ์ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ขณะทรงพระผนวช พ.ศ.2416
Title: Re: รากนครา มรรคาแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ 2569
Post by: designbydx on กันยายน 19, 2026, 10:35:17 am
หุ่นจำลองพระเมรุมาศในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร(รัชกาลที่ 9)
Title: Re: รากนครา มรรคาแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ 2569
Post by: designbydx on กันยายน 19, 2026, 10:43:26 am
2.พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ศิลป์ พีระศรี อนุสรณ์ จุดเริ่มต้นศิลปะร่วมสมัยของไทย งานปั้น
https://maps.app.goo.gl/JXiqtituW22LsRmK7

ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี หรือชื่อเดิม คอร์ราโด เฟโรซี (Corrado Feroci) เกิดเมื่อวันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2435 ที่เมืองฟลอเรนซ์ ประเทศอิตาลี เติบโตในครอบครัวที่ประกอบอาชีพค้าขาย ท่านศึกษาศิลปะตั้งแต่วัยเยาว์และจบการศึกษาจากสถาบันศิลปะซานตาโครเชแห่งฟลอเรนซ์ ด้วยความสามารถด้านศิลป์และทฤษฎีศิลป์ และจบหลักสูตรประติมากรรม ต่อมาได้รับการคัดเลือก เป็นศาสตราจารย์ในสถาบันศึกษาเดิมของท่าน ในขณะที่มีอายุเพียง 23 ปี ด้านชีวิตครอบครัว ศาสตราจารย์คอร์ราโดสมรสกับนางแฟนนี วิเวียนนี มีบุตรชื่อ อิซาเบลล่า และโรมาโน ต่อมา ได้แต่งงานใหม่กับนางมาลินี เคนนี่ ใน พ.ศ. 2502 แต่ไม่ได้มีบุตรด้วยกัน

การเดินทางสูสยาม


เมื่อวันที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2466 คอร์ราโด เฟโรซี ได้รับเชิญจากรัฐบาลไทยให้มารับราชการเป็นช่างปั้นที่กรมศิลปากร โดยได้รับอัตราเงินเดือนเดือนละ 800 บาท ค่าเช่าบ้าน 80 บาท ซึ่งเป็นอัตราพิเศษสำหรับผู้เชี่ยวชาญต่างประเทศโดยเฉพาะ และเพียงพอต่อการจับจ่ายใช้สอยในสมัยนั้น ท่านมีบทบาทสำคัญในการสร้างงานประติมากรรมและอนุสาวรีย์สำคัญหลายชิ้น เช่น พระบรมราชานุสาวรีย์รัชกาลที่ 1 และพระบรมรูปทรงม้า รวมทั้งเป็นผู้บุกเบิกการสอนศิลปะสมัยใหม่ให้กับคนไทย

ชีวิตและการอุทิศตน


นายคอร์ราโด เฟโรซี ได้อุทิศชีวิตให้กับการสอนและการบ่มเพาะศิลปินรุ่นใหม่ ท่อตั้งโรงเรียนประณีตศิลปกรรมใน พ.ศ. 2476 ซึ่งต่อมายกระดับเป็นมหาวิทยาลัยศิลปากร ทําให้ ประเทศไทยมีระบบการเรียนการสอนศิลปะที่ทันสมัยเป็นครั้งแรก

ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 พ.ศ. 2485 อิตาลีซึ่งอยู่ในกลุ่มประเทศอักษะยอมแพ้และตกอยู่ในความยึดครองของประเทศพันธมิตร รัฐบาลญี่ปุ่นจึงควบคุมตัวชาวอิตาเลียนทั้งหมดที่พำนักอยู่ในประเทศไทย ซึ่งขณะนั้นนายคอร์ราโด เฟโรซี พลอยถูกควบคุมตัวด้วย อธิบดีกรมศิลปากรในขณะนั้นคือ ฯพณฯ หลวงวิตรวาทการ ได้ใช้ความสามารถทางการทูตขอให้รัฐบาลญี่ปุ่นปล่อยตัวศาสตราจารย์คอร์ราโด เนื่องจากท่านเป็นผู้ที่อุทิศตนอย่างหนักเพื่อพัฒนาวงการศิลปะของไทย เหตุการณ์ในครั้งนั้นทำให้ท่านได้รับสัญชาติไทย และเปลี่ยนชื่อเป็น “ศิลป์ พีระศรี" ซึ่งต่อมาชื่อนี้ ได้กลายเป็นที่รู้จักอย่างเป็นทางการ

มรดกและเกียรติคุณ

ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี ถึงแก่อนิจกรรมเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2505 แต่ผลงานและคุณูปการของท่านยังคงสืบทอดมาจนทุกวันนี้ ไม่เพียงในรูปของประติมากรรมอนุสาวรีย์ อันยิ่งใหญ่ หากยังอยู่ในหัวใจศิษย์และศิลปินนับไม่ถ้วนที่ได้รับแรงบันดาลใจจากท่าน

ที่มา : ป้ายในห้อง
Title: Re: รากนครา มรรคาแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ 2569
Post by: designbydx on กันยายน 19, 2026, 10:45:15 am
งานปั้นเหมือนมีชีวิตเลยครับ
Title: Re: รากนครา มรรคาแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ 2569
Post by: designbydx on กันยายน 19, 2026, 10:46:33 am
งานปั้นเยอะมากๆ
Title: Re: รากนครา มรรคาแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ 2569
Post by: designbydx on กันยายน 19, 2026, 10:47:49 am
ย่าโม ก็มี
Title: Re: รากนครา มรรคาแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ 2569
Post by: designbydx on กันยายน 19, 2026, 10:48:24 am
อันนี้ใหญ่มาก ไม่รู้ปั้นได้สเกลยังไงนะ
Title: Re: รากนครา มรรคาแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ 2569
Post by: designbydx on กันยายน 19, 2026, 10:49:02 am
ต้นแบพระพิฆเณศวร
Title: Re: รากนครา มรรคาแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ 2569
Post by: designbydx on กันยายน 19, 2026, 10:52:20 am
ภายในห้องแสดงผลงาน
Title: Re: รากนครา มรรคาแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ 2569
Post by: designbydx on กันยายน 19, 2026, 10:58:20 am
มี 2 จุดให้ชมนะครับ มีห้องพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ ศิลป์ พีระศรี อนุสรณ์ กับหอประติมากรรมต้นแบบ
Title: Re: รากนครา มรรคาแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ 2569
Post by: designbydx on กันยายน 19, 2026, 11:06:20 am
3.อาคารถาวรวัตถุ(ตึกแดง) ร.ศ. 242 ชมตู้ลายทองสืบสานงานศิลป์
https://maps.app.goo.gl/goqGbFfrJp2Pws4y7

ตึกถาวรวัตถุ หรือ หอพระสมุดวชิราวุธ เพิ่มเป็นอาคารที่รัชกาลที่ 5 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างด้วย พระราชประสงค์ 2 ประการ คือ

ประการแรก เพื่อให้เป็นสถานที่เล่าเรียนของพระสงฆ์ฝ่ายมหานิกาย หลังจากที่ได้โปรดให้ ตั้ง มหาธาตุวิทยาลัย ขึ้น ณ วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎีแล้ว แต่ยังขาดสถานที่เรียนอันเหมาะสม

ประการที่สอง ประจวบ กับที่ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จสวรรคตเมื่อปี พ.ศ.2437 ซึ่งโดย พระราชประเพณีจะต้องสร้างพระเมรุมาศขนาดใหญ่ตามพระเกียรติยศขึ้นที่ห้องสนามหลวง พระองค์ทรงพระดำริว่าเป็นการ สิ้นเปลืองพระราชทรัพยไปในการสร้างสิ่งที่ไม่ได้ใช้ให้เป็นประโยชน์ถาวร เพราะเป็นการสร้างสำหรับใช้งานชั่วคราวเท่านั้น เสร็จงานแล้วก็รื้อทิ้งไป พระองค์จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัด ติวงศ์ เป็นผู้อำนวยการก่อสร้างอาคาร ตึกถาวรวัตถุ ขึ้น ณ บริเวณสุฏิสงฆ์วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ เพื่อเป็นที่เชิญ พระบรมศพมาประดิษฐานบำเพ็ญพระราชกุศลทักษิณานุประทาน และหลังจากพระราชทานเพลิงพระบรมศพแล้วจะได้ทรง พระราชอุทิศถวาย ตึกถาวรวัตถุ เป็นสังมิกเสนาสนสำหรับ มหาธาตุวิทยาลัย ต่อไป แต่การก่อสร้างยังไม่แล้วเสร็จในรัชกาล ของพระองค์ รัชกาลที่ 6 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างต่อจนเสร็จ แล้วพระราชทานให้เป็นที่ตั้ง หอพระสมุดสำหรับ พระนคร พระองค์เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิด ตึกถาวรวัตถุ เมื่อวันที่ 6 มกราคม พ.ศ.2459 กรมศิลปากรได้ขึ้นทะเบียน ไว้เป็นโบราณสถานสำคัญของชาติเมื่อปี พ.ศ.2520

ที่มา : ป้ายหน้าอาคาร
Title: Re: รากนครา มรรคาแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ 2569
Post by: designbydx on กันยายน 19, 2026, 11:09:14 am
ตู้พระไตรปิฎก

จากพระราชพงศาวดารและวรรณคดีสมัยกรุงศรีอยุธยา ระบุว่าคนไทยใช้ "ตู้” สำหรับเก็บรักษาสมุด หนังสือ และคัมภีร์ พระไตรปิฎก และใช้ “หีบ” หรือ “กำปั่น” ในการเก็บเสื้อผ้าและสิ่งของต่าง ๆ เอกลักษณ์ตู้ของไทย คือ เป็นตู้ไม้ทรงสี่เหลี่ยม ลูกบาศก์ มีขาหรือฐานรองรับ ส่วนบนของตู้สอบแคบเข้ากว่าส่วนล่างเล็กน้อย ด้านหน้ามีบานตู้สำหรับเปิดปิดจำนวน ๒ บาน ภายในตู้มีชั้นไม้ ๒-๓ ชั้น ตู้ไทยนิยมเรียกชื่อตามรูปทรงของขาตู้ ฐานตู้ และองค์ประกอบตู้ คือ

ตู้ขาหมู
ลักษณะขาตู้ทรงสี่เหลี่ยมทำทอดลงมาตรง ๆ ถ้ามีลิ้นชักประกอบอยู่ที่ส่วนล่างของตู้เรียกว่า ตู้ขาหมูมีลิ้นชัก

ตู้ขาสิงห์-ตู้เท้าสิงห์
ลักษณะขาตู้จำหลักรูปเท้าสิงห์ มีร่องเป็นรูปเล็บสิงห์เหยียบอยู่บนลูกแก้ว ถ้ามีลิ้นชักประกอบ อยู่ที่ส่วนล่างของตู้เรียกว่า ตู้เท้าสิงห์มีลิ้นชัก

ตู้ขาคู่-ตู้เท้าคู่
ลักษณะขาตู้ตอนบนเป็นเสาตรง ตอนล่างหักโค้งเข้าหาส่วนกลางของตู้

ตู้ฐานสิงห์
ลักษณะของส่วนรองรับตู้ทำเป็นฐานสิงห์แทนขา ฐานสิงห์ประกอบด้วย ส่วนล่างที่มีลักษณะ คล้ายขาสิงห์ ส่วนบนมีท้องไม้ ลวดบัว บัวหงาย และหน้ากระดาน
นอกจากนี้ยังเรียกชื่อตู้ตามกรรมวิธีการตกแต่ง เช่น ตู้จำหลักไม้ ตู้ประดับกระจก ตู้ประดับมุก ตู้เขียนสีฝุ่น หรือตู้ปิดทองทึบ สำหรับกรรมวิธีตกแต่งตู้พระไตรปิฎกที่นิยมแต่โบราณ คือ

ตู้ลายรดน้ำ-ตู้ลายทอง
การปิดทองลงบนพื้นไม้ที่ลงรักสมุกขัดเรียบ ซึ่งเขียนกั้นส่วนที่ไม่ต้องการให้มีสีทองด้วย น้ำยาหรดาล จากนั้นใช้น้ำรดเพื่อให้หรดาลหลุดออก เหลือทองอยู่เฉพาะส่วนที่เป็นลวดลาย

ตู้ลายกำมะลอ
การเขียนสีฝุ่นผสมน้ำรักเขียนลงบนพื้นไม้ที่ลงรักสมุกขัดเรียบ ตัดรายละเอียดด้วยเส้นทอง เป็นรูปภาพและลวดลายให้เด่นชัด

ที่มา : ป้ายในห้อง
Title: Re: รากนครา มรรคาแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ 2569
Post by: designbydx on กันยายน 19, 2026, 11:13:29 am
นาฬิกา
Title: Re: รากนครา มรรคาแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ 2569
Post by: designbydx on กันยายน 19, 2026, 11:14:17 am
มีเยอะมาก แต่ละตู้ลวดลายก็ไม่เหมือนกัน ขนาดใหญ๋เล็กต่างกันไป ตามการใช้งาน

ตู้พระธรรม บนฐานแบบขาหมู
Title: Re: รากนครา มรรคาแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ 2569
Post by: designbydx on กันยายน 19, 2026, 11:16:27 am
เรื่องราว รามเกียรติ์
Title: Re: รากนครา มรรคาแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ 2569
Post by: designbydx on กันยายน 19, 2026, 11:22:32 am
ตู้พระธรรม บนฐานแบบขาหมู


สัตว์หิมพานต์

หลากหลายอารยธรรมในโลกมีความเชื่อเรื่องสัตว์แปลกประหลาดผสมข้ามสายพันธุ์ คนไทยเรียกสัตว์ผสมตามจินตนาการ ที่ไม่เหมือนสัตว์จริงตามธรรมชาติเหล่านี้ว่า “สัตว์หิมพานต์” ตามคติความเชื่อเรื่องไตรภูมิในพุทธศาสนา ป่าหิมพานต์ เป็นป่ากว้างใหญ่ อยู่บริเวณรอยต่อระหว่างชมพูทวีปกับเขาพระสุเมรุ หรือบริเวณเชิงเขาพระสุเมรุอันเป็นที่อยู่ของเหล่าฤๅษี นักสิทธิ์ วิทยาธร อมนุษย์ ที่มีวิชากายสิทธิ์สามารถเหาะเหินเดินอากาศได้

สัตว์หิมพานต์ในความหมายของช่างไทย มิได้หมายถึงเฉพาะสัตว์ที่ตามคัมภีร์ระบุว่าอาศัยในป่าหิมพานต์เท่านั้น แต่ยังรวม ถึงสัตว์พิสดารที่อาศัยอยู่ในที่ต่างๆ ภายในขอบเขตเขาจักรวาลอีกด้วยสัตว์หิมพานต์ส่วนใหญ่ เป็นสัตว์ที่ช่างไทยสร้างสรรค์แตกต่าง กันไปตามจินตนาการ หรือมีต้นแบบจากต่างแดนโดยมีลักษณะประสมระหว่างสัตว์มากกว่า 2 ชนิด หรือมีลักษณะประสมระหว่าง มนุษย์กับสัตว์ชนิดต่าง ๆ ก็ได้ อาทิ กินนร-กินรี อมนุษย์ครึ่งบนเป็นคนครึ่งล่างเป็นนก ราชสีห์ สัตว์ที่มีความดุร้ายและมีกำลังมาก คชสีห์ สัตว์ผสมระหว่างช้างกับสิงห์ เหมราช สัตว์ผสมระหว่างหงส์กับสิงห์ สิงโตจีน สัตว์ที่ช่างไทยดัดแปลงมาจากรูปลักษณ์สิงโตของจีน

ที่มา : ป้ายในห้อง
Title: Re: รากนครา มรรคาแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ 2569
Post by: designbydx on กันยายน 19, 2026, 11:28:39 am
ชาดก

วรรณกรรมในพุทธศาสนา ที่เกี่ยวกับเรื่องราวในพระอดีตชาติของพระพุทธเจ้า เมื่อครั้งเสวยพระชาติ เกิดเป็น เดรัจฉาน มนุษย์ อมนุษย์ หรือเทวดาในภพภูมิต่าง ๆ กันไป แต่ละชาติที่ผ่านมานั้นพระพุทธองค์ทรงบำเพ็ญบารมี ประการต่าง ๆ ซึ่งเป็นคุณความดีที่ประพฤติปฏิบัติอย่างยิ่งยวด เพื่อการบรรลุเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ชาดก จำแนกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ คือ

นิบาตชาดก ชาดกที่ปรากฏในพระสุตตันตปิฎก ซึ่งมี 550 พระชาติ แต่ปัจจุบันปรากฏตามพระคัมภีร์ ชาตกัฏฐกถาอรรถกถาชาดก เพียง 547 เรื่อง ชาดกเหล่านี้แบ่งออกเป็นหมวด ๆ ตามจำนวนคาถา สำหรับนิบาตชาดก ที่คนไทยรู้จักกันมากคือ มหานิบาตชาดก ชาดกที่มีคาถาเกิน 80 คาถา มีจำนวน 10 เรื่อง เรียกว่า “ทศชาติ”

ชาดกนอกนิบาต ชาดกที่ไม่ปรากฏในพระไตรปิฎก ซึ่งแต่งขึ้นในภายหลังโดยมีโครงสร้างเนื้อเรื่องแบบเลียน คัมภีร์ชาตกัฏฐกถา ท้ายเรื่องมี "สโมธาน” หรือ “ประชุมชาดก” ระบุว่าในสมัยพุทธกาลตัวละครในเรื่องแต่ละตัวจะ มาเกิดเป็นผู้ใด สำหรับชาดกนอกนิบาตที่คนไทยรู้จักกันดีคือ ปัญญาสชาดก ชาดกนอกนิบาต 50 เรื่อง ซึ่งแต่งโดย พระภิกษุชาวเชียงใหม่ เมื่อประมาณ พ.ศ. 2000-2200 โดยนำเค้าเรื่องมาจากนิทานพื้นบ้านหรือแต่งขึ้นใหม่ เมื่อเผยแพร่เข้ามาสู่อาณาจักรอยุธยา ได้รับการแปลและนำไปแต่งขึ้นใหม่เป็นวรรณกรรมที่สำคัญของไทยหลายเรื่อง อาทิ พระสุธน-มโนห์รา (สุธนชาดก) สังข์ทอง (สุวรรณสังข์ชาดก) สมุทโฆษคำฉันท์ (สมุทโฆสชาดก) เสือโคคำฉันท์ (พหลคาวีชาดก)

ที่มา : ป้ายในห้อง
Title: Re: รากนครา มรรคาแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ 2569
Post by: designbydx on กันยายน 19, 2026, 12:48:41 pm
พระพุทธประวัติ

เรื่องราวพระประวัติของพระสมณโคดมพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าองค์ปัจุบัน พุทธประวัติบางตอนปรากฏ ในพระไตรปิฎก ต่อมาพระเถราจารย์ได้รวมรวมข้อความต่าง ๆ จากพระไตรปิฎกและคัมภีร์อรรถกถามา เรียบเรียงใหม่โดยลำดับเรื่องราวตามเหตุการณ์ พระพุทธประวัติชั้นหลังนี้มักปรากฏปาฏิหาริย์และอัศจรรย์ ต่างๆ สำหรับวรรณกรรมพุทธประวัติที่คนไทยรู้จักกันดีคือ พระปฐมสมโพธิกถา

ปฐมสมโพธิกถา ตามรูปศัพท์หมายถึง เรื่องราวที่เกี่ยวกับการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า แม้ชื่อเรื่องจะเน้น พุทธประวัติตอนตรัสรู้ แต่เนื้อหาของปฐมสมโพธิกถาครอบคลุมประวัติเรื่องราวต่าง ๆ ของพระพุทธเจ้า ประวัติพระสาวก ตลอดจนเรื่องราวของบุคคลต่าง ๆ และสถานที่ที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธเจ้า ตลอดจนถึง การอันตรธานแห่งพระพุทธศาสนาในที่สุด ปฐมสมโพธิกถา เดิมแต่งไว้เป็นภาษาบาลี ไม่ปรากฏว่าผู้ใดแต่ง ต่อมาจึงมีผู้แปลเป็นภาษาไทย ฉบับสำคัญที่แพร่หลายคือ ปฐมสมโพธิกถา ฉบับที่สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส ทรงชำระในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 3 แห่งกรุง รัตนโกสินทร์

พุทธประวัติตอนสำคัญที่พบเสมอในงานศิลปกรรมคือ พุทธประวัติที่เกิดขึ้น ณ สังเวชนียสถาน 4 แห่ง ได้แก่ ประสูติที่ใต้ต้นสาละ ทรงชนะพญามารก่อนการตรัสรู้ใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ ทรงแสดงพระปฐมเทศนา ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน และเสด็จดับขันธปรินิพพานในป่าสาลวัน นอกจากนี้ฉากที่พบบ่อย คือ ฉากทรงม้า กัณฐกะเสด็จออกผนวช ฉากปลงพระเกศาด้วยพระขรรค์ริมฝั่งแม่น้ำอโนมานที

ที่มา : ป้ายในห้อง
Title: Re: รากนครา มรรคาแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ 2569
Post by: designbydx on กันยายน 19, 2026, 12:50:35 pm
4.พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร
4.1 สยามพัสตราภรณ์พิไล เทิดไท้พรพันปีฯ ณ พระที่นั่งอิศราวินิจฉัย ผ้าอายุกว่า 100 ปี จัดถึงวันที่ 4 ตค 69
4.2 พระพิฆเนศ ศิลปะชวา ได้มาตั้งแต่รัชกาลที่ 5 ณ อาคารมหาสุรสิงหนาท
https://maps.app.goo.gl/6CbujHussxuNzmtX6

Title: Re: รากนครา มรรคาแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ 2569
Post by: designbydx on กันยายน 19, 2026, 12:51:32 pm
ถลกบาตร

รัตนโกสินทร์ พุทธศตวรรษที่ ๒๕
เป็นสมบัติของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติมาแต่เดิม
ถลกบาตร สำหรับหุ้มบาตรของพระสงฆ์เพื่อกันความร้อน ถักด้วยเส้นไหมหุ้มด้วยดิ้นทอง และเส้นไหมสีต่างๆ
ด้านบนปักด้วยดิ้นทอง ตัวอักษรไทย ความว่า “พุทธศักราช ๒๔๕๘"
Title: Re: รากนครา มรรคาแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ 2569
Post by: designbydx on กันยายน 19, 2026, 12:52:25 pm
จีวรเนื้อแพรจีน

ศิลปะรัตนโกสินทร์ พุทธศตวรรษที่ ๒๕ เป็นสมบัติของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติมาแต่เดิม จีวรตัดเย็บจากผ้าแพรจีนสีแก่นขนุนทอลวดลายดอกโบตั๋น เป็นผ้าชั้นดีที่นิยมในถวายแด่พระเถระผู้ใหญ่ และภิกษุผู้มีสมณศักดิ์สูง ตั้งแต่ช่วงสมัยต้นรัตนโกสินทร์ โดยเชื่อว่าเป็นประณีตทานที่ก่อให้เกิดอานิสงส์แก่ผู้ถวายเป็นอันมาก
Title: Re: รากนครา มรรคาแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ 2569
Post by: designbydx on กันยายน 19, 2026, 12:53:04 pm
ย่าม

รัตนโกสินทร์ พุทธศตวรรษที่ ๒๕ ฝีมือช่างนครศรีธรรมราช
นายพลเอกเจ้าพระยาบดินทร์เดชานุชิต (แย้ม ณ นคร) ถวายสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ วัดเทพศิรินทราวาส ต่อมาสมเด็จฯ ประทานให้แก่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร วันที่ ๒๕ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๘๙ ย่ามตัดเย็บจากผ้าฝ้ายทอมือของช่างนครศรีธรรมราช ปากย่ามประดับผ้าถัก ปักลายดอกพิกุลด้วยเส้นไหมทอง และตกแต่งด้วยเลื่อม
Title: Re: รากนครา มรรคาแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ 2569
Post by: designbydx on กันยายน 19, 2026, 12:56:52 pm
ลูกกลิ้งดินเผา สำหรับทำลวดลายผ้า
Title: Re: รากนครา มรรคาแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ 2569
Post by: designbydx on กันยายน 19, 2026, 12:59:43 pm
ผืนผ้า ต่างๆ  หลากหลาย แบบลวดลาย
ผ้ามัดหมี่ ผ้าโฮล ผ้าไหมยกดอก ผ้าปัก ผ้าจก
Title: Re: รากนครา มรรคาแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ 2569
Post by: designbydx on กันยายน 19, 2026, 01:04:06 pm
ผ้ากรองทองปักดิ้นเงิน ดิ้นทองและปีกแมลงทับ
ศิลปะรัตนโกสินทร์ พทธศตวรรษที่ 25
เป็นสมบัติของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนครมาแต่เดิม
ผ้ากรองทองที่ทอจากไหมและแล่งเงิน ปักลวดลายดอกไม้ที่ตกแต่งด้วย เลื่อมและปีกแมลงทับให้เกิดความแววลาย(การทำให้ลวดลายสะท้อนแสงเป็นประกายแวววาว
Title: Re: รากนครา มรรคาแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ 2569
Post by: designbydx on กันยายน 19, 2026, 01:04:21 pm
ลองซูมดูใกล้ๆ
Title: Re: รากนครา มรรคาแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ 2569
Post by: designbydx on กันยายน 19, 2026, 03:32:25 pm
อานม้าปักดิ้น เลื่อมและปีกแมลงทับ
ศิลปะรัตนโกสินทร์ พุทธศตวรรษที่ 24-25
เครื่องราชบรรณาการจากเมืองเชียงใหม่ สมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว(รัชกาลที่ 6)
อานม้าปักลวดลายผีเสื้อบริเวณอานม้า และปักลายสิงห์ล้อมด้วยลายดอกไม้ที่แผงช้าง(พนัง)
Title: Re: รากนครา มรรคาแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ 2569
Post by: designbydx on กันยายน 19, 2026, 03:36:29 pm
ผ้ามปักปูมท้องนาค
รัตนโกสินทร์ พุทธศตรวรรษที่ 25
คุณท้าวภัณฑสารนุรักษ์ ส่งมาจากคลังใน เมื่อวันที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2471
ผ้าสมปักชั้นสูงสุดที่พระมหากษัตริย์ใช้พระราชทานแก่ขุนนางชั้นเสนาบดี สำหรับนุ่งเข้าเฝ้าหรือในการราชพิธี ถือเป็นเครื่องใช้ที่ได้รับพระราชทานรายปีเรียกว่า "ผ้าหวัดรายปี"
Title: Re: รากนครา มรรคาแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ 2569
Post by: designbydx on กันยายน 19, 2026, 03:40:08 pm
ผ้าจวนตานี
รัตนโกสินทร์ พุทธศตวรรษที่ 25
สมบัติของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ
ผ้ามัดหมี่ของชาวไทยมุสลิม หรือ "ผ้ายกตานี" ใช้เทคนิคทอยกสอดดิ้นทองเป็นเส้นพุ่งเสริม ทำให้เกิดลวดลายเป็นสีทอง เรียกว่า "ลิมาร์" หมายถึง ห้า อันเป็นลักษณะของแถบลายผ้าที่ใช้สีตัดกัน 5 สี
Title: Re: รากนครา มรรคาแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ 2569
Post by: designbydx on กันยายน 22, 2026, 06:57:56 pm
1.ผ้าโจงกระเบนไหมมัดหมี่(โฮลเปราะห์) 2.ผ้ามัดหมี่สองทาง(อันปรม) 3.ผ้าซิ่นแม่เรือน(หนี่คิ) 4.ผ้าซิ่นมัดหมี่ไทลื้อ(ซิ่นก่าน) 5.ผ้าไหมสาเกต 6. ผ้าซิ่นมัดหมี่
Title: Re: รากนครา มรรคาแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ 2569
Post by: designbydx on กันยายน 22, 2026, 06:58:40 pm
กี่ทอผ้า
Title: Re: รากนครา มรรคาแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ 2569
Post by: designbydx on กันยายน 22, 2026, 06:59:57 pm
ผ้าทรงสะพัก
Title: Re: รากนครา มรรคาแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ 2569
Post by: designbydx on กันยายน 22, 2026, 07:02:32 pm
ไปกันต่อ ไปเที่ยวชม
4.2 พระคเณศ 4 กร ศิลปะชวา ได้มาตั้งแต่รัชกาลที่ 5 ณ อาคารมหาสุรสิงหนาท
https://maps.app.goo.gl/6CbujHussxuNzmtX6

จะอยู่จุดสุดท้ายตอนออกอาคาร  แต่ก่อนจะมาดูจุดนี้ก็ชมส่วนอื่นๆ ก่อนนะครับ สวยๆ ทั้งนั้น และยังได้รู้เกี่ยวกับความเป็นมาของงาศิลป์ประเทศไทยด้วย

พุทธศตวรรษที่ 15-16
จากจันทิสิงหสาหรี ประเทศอินโดนีเชีย รัฐบาลฮอลันดา ณ เกาะชวา น้อมเกล้าฯ ถวาย พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

ที่มา : ป้าย

สายประวัติศาสตร์และสายมูต้องปักหมุด พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ซึ่งตั้งอยู่ในบริเวณพระราชวังบวรสถานมงคล (วังหน้า) เปิดพื้นที่จัดแสดงโบราณวัตถุล้ำค่าด้วยรูปแบบที่ทันสมัย พร้อมไฮไลท์สำคัญที่หาชมได้ยากยิ่งอย่าง "พระพิฆเนศปางยืนบนหัวกะโหลก"
.
ประติมากรรมดังกล่าวตั้งอยู่ ณ อาคารมหาสุรสิงหนาท แกะสลักจากหินภูเขาไฟ เป็นงานศิลปะชวาตะวันออก (ศิลปะสิงหัดส่าหรี) จากประเทศอินโดนีเซีย โดยมีความโดดเด่นและนัยสำคัญตามความเชื่อดังนี้
.
ประทับบนหัวกะโหลก องค์พระพิฆเนศมีลักษณะประทับบนฐานหัวกะโหลกและมีเครื่องประดับกะโหลก ซึ่งสะท้อนคติความเชื่อในนิกายมหายานตันตระและอิทธิพลลัทธิไศวนิกาย
.
สัญลักษณ์แห่งชัยชนะ หัวกะโหลกสื่อถึงความตายและการแตกดับ การประทับอยู่เหนือหัวกะโหลกจึงหมายถึงการอยู่เหนือวัฏสงสารและการเอาชนะอวิชชา
.
พลังปัดเป่าสิ่งชั่วร้าย รูปลักษณ์ที่น่าเกรงขามตามความเชื่อแบบตันตระ มีความหมายถึงการขจัดปัดเป่าสิ่งอัปมงคลขั้นรุนแรง
.
ผู้ที่สนใจสามารถเดินทางไปสัมผัสความงามและความลึกลับของโบราณวัตถุล้ำค่าชิ้นนี้ พร้อมชมความงามของสถาปัตยกรรมไทยและโบราณวัตถุตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ถึงสมัยรัตนโกสินทร์ได้ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร
.
ที่มา : onenews
Title: Re: รากนครา มรรคาแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ 2569
Post by: designbydx on กันยายน 22, 2026, 07:06:54 pm
6.วัดบวรสถานสุทธาวาส(วัดพระแก้ววังหน้า) ที่นี่มี พระพิฆเนศด้านหลัง
https://maps.app.goo.gl/Dz2bG7ZN5KFfrEAGA

Title: Re: รากนครา มรรคาแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ 2569
Post by: designbydx on กันยายน 22, 2026, 07:10:29 pm
แท่นประดิษฐานพระพิฆเนศวร หลังพระอุโบสถวัดบวรสถานสุทธาวาส จากอนุสาวรีย์ฉลองพระนคร 100 ปี
.
บริเวณพระอุโบสถวัดบวรสถานสุทธาวาส (วัดพระแก้ววังหน้า) ที่กำลังเปิดให้เข้าชมในปัจจุบันนี้ (ตั้งแต่วันที่ 12 สิงหาคม - 20 กันยายน 2569 เวลา 09:00 - 16:00 น.) ยังเป็นที่ตั้งของสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ และมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่บรรดาสายมูมักจะมาขอพร ตั้งอยู่ด้านทิศใต้ของพระอุโบสถ เป็นที่ประดิษฐาน “องค์พระพิฆเนศวร”
.
พระพิฆเนศวรออกแบบโดย ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี และนายชื้น ชื่นประสิทธิ์ เป็นผู้หล่อ คาดว่าจัดสร้างในปี พ.ศ. 2488 (บางข้อมูลบอกว่า พ.ศ. 2477)
.
องค์พระพิฆเนศวรสูงประมาณ 1.40 เมตร ด้านหลังองค์เทวรูปเป็นแผ่นหินกลม มีสี่พระกร ทรงวัชระ ปาศะ ทันตะ และหม้อน้ำ ประทับนั่งในลักษณะแยกพระชงฆ์ออกจากกัน โดยฝ่าพระบาททั้งสองข้างหันเข้าหากัน ทรงเครื่องพัสตราภรณ์ประดับด้วยงูและหัวกะโหลก
.
นอกจากความงามของพระพิฆเนศวรแล้ว ยังมีสิ่งที่น่าสนใจอีกคือ ฐานหินที่ประดิษฐานพระพิฆเนศวร เพราะฐานดังกล่าวคือ “ฐานปฐมบรมราชานุสาวรีย์ ฉลองพระนครครบร้อยปี”
.
จากลายพระหัตถ์ สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ถึงหลวงบริบาลบุรีภัณฑ์ ฉบับวันที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2481 ซึ่งพระองค์เขียนที่เมืองปีนัง ทรงอธิบายถึง “ปฐมบรมราชานุสาวรี” กับ “บุษบกใหญ่ทำด้วยศิลา” พิมพ์อยู่ในหนังสือ “เรื่องโบราณคดี อนุสรณ์ หลวงบริบาลบุรีภัณฑ์ (ป่วง อินทุวงศ์)” ซึ่งจะคัดมาให้อ่านดังนี้ (สะกดตามอักขระเดิม และจัดย่อหน้าใหม่เพื่อให้อ่านสะดวก)
.
“เรื่องเครื่องศิลาจำหลักที่ขนมาจากบริเวณสำนักงานกรมเจ้าท่าเอามาไว้ในพิพิธภัณฑสถานฯ นั้น มีเรื่องประวัติมาดังจะกล่าวต่อไปนี้ ในรัชกาลที่ 5 เมื่อ พ.ศ. 2425 อายุพระนครอมรรัตนโกสินทร์ครบ 100 ปี มีการฉลองพระนครเป็นงานใหญ่ในงานนั้น พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าทรงพรงพระราชดำริห์ให้สร้างถาวรวัตถุป็นอนุสรณ์ 2 สิ่ง คือ ปฐมบรมราชานุสาวรี สนองพระเดชพระคุณพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกสิ่ง 1 ศาลสถิตยุติธรรมสิ่ง 1
.
ศาลสถิตยุติธรรมยังปรากฎอยู่จนบัดนี้ เดิมมีหอสูงติดนาฬิกา 4 ด้าน และมีบุษบกทองสัมฤทธิ์กับฉัตรทองสัมฤทธิ์ 4 คันตั้งบนยอดหอสูงนั้น แต่เมื่อล่วงมาหลายปีหอสูงนั้นทรุด อินเยอเนียตรวจเห็นว่าถ้าทิ้งไว้จะพังจึงโปรดให้รื้อหอสูงเสีย บุษบกทองสัมฤทธิ์ที่เคยตั้งบนยอดหอสูงเอาไปไว้ที่ไหนฉันจำไม่ได้ ไปพบเมื่อเริ่มจัดพิพิธภัณฑสถานฯ ในรัชกาลที่ 7 จึงให้เอามารักษาไว้ในพิพิธภัณฑสถานฯ
.
ส่วนปฐมบรมราชานุสาวรี ใครเป็นผู้คิดแบบฉันไม่ทราบ เจ้าพระยาภาณุวงศ์มหาโกษาธิบดี (ท้วม บุนนาค) เป็นผู้อำนวยการสร้าง ๆ ในสนามตรงหน้าศาลสถิตยุติธรรม
.
แบบปฐมบรมราชานุสาวรีนั้นคิดจะสร้างเป็นบุษบกใหญ่ทำด้วยศิลาเป็นที่ตั้งพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกในนั้น มีฐานก่ออิฐ (ประดับศิลา) รองบุษบก (คล้ายคั่นบันได) 5 ชั้น ฐานอิฐได้ก่อโครงสำเร็จ
.
แต่ส่วนบุษบกศิลานั้น ได้ยินว่าเรียกช่างศิลามาแต่เมืองจีน ให้ไปต่อยศิลาที่เขาสามมุก อยู่ริมทะเลระหว่างอ่างหินกับบางพระแห่ง 1 กับที่เกาะสีชังแห่ง 1 แต่งทำรูปและจำหลักลายสำหรับติดต่อก่อเป็นบุษบก ทำแล้วเท่าใดส่งเข้ามากรุงเทพฯ เป็นคราว ๆ เดิมก็เห็นจะเอาไว้ใกล้กับฐานอิฐที่ก่อแล้วนั้น
.
ทีหลังความมาปรากฏขึ้นว่าบุษบกศิลาที่ทำนั้นจะไม่สามารถก่อขึ้นได้ดังประสงค์ ฉันไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด สันนิษฐานว่าเห็นจะเป็นเพราะนายช่างผู้คิดแบบบุษบก เอาแบบตัวไม้เช่นเคยสร้างบุษบกไม้มาให้ทำด้วยหิน ก็หินมีน้ำหนักมากและจะเอาติดต่อกันยากกว่าไม้
.
การที่จะทำบุษบกศิลาจึงไม่สำเร็จ ทิ้งค้างรำคาญตาคนมาจนเมื่อสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงโปรดให้ทำท้องสนามหลวง จึงดำรัสสั่งให้รื้อปฐมบรมราชานุสรณ์ซึ่งค้างอยู่และจะทำให้สำเร็จตามความคิดเดิมไม่ได้นั้นเสีย เมื่อรื้ออิฐก็เอาไปใช้ทำการอื่น แต่ส่วนเครื่องศิลาเอาไปไว้ ณ บริเวณกรมเจ้าท่า ในเวลานั้นเป็นที่ทำการกรมโยธาธิการ เลยทิ้งอยู่ที่นั่น ฉันไปเห็นเข้าจึงขอเอามารักษาไว้ในพิพิธภัณฑสถานฯ.”
.
ฐานหินที่รองรับองค์พระพิฆเนศวร ณ วัดบวรสถานสุทธาวาส ในปัจจุบันนี้ อดีตคือ “ฐานปฐมบรมราชานุสาวรีย์ ฉลองพระนครครบร้อยปี” ที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์ในงานฉลองกรุงรัตนโกสินทร์ครบ 100 ปี เมื่อ พ.ศ. 2425
.
แม้โครงการสร้างบุษบกศิลาจะไม่สำเร็จและถูกรื้อถอนลงตามบันทึกของสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ จนชิ้นส่วนศิลาเคยกระจัดกระจายไปอยู่ที่กรมเจ้าท่า ก่อนจะถูกนำมาเก็บรักษาไว้ และต่อมาได้ถูกเลือกใช้เป็นแท่นประดิษฐานองค์พระพิฆเนศวรที่ออกแบบโดย ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี จึงทำให้โบราณวัตถุชิ้นสำคัญชิ้นนี้เชื่อมโยงกับงานศิลปกรรมอย่างทรงคุณค่า
.
เรื่อง : กองบรรณาธิการศิลปวัฒนธรรม
ภาพ : แท่นประดิษฐานพระพิฆเนศวร (ภาพโดย วรวิทย์ พานิชนันท์)
Title: Re: รากนครา มรรคาแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ 2569
Post by: designbydx on กันยายน 22, 2026, 07:15:00 pm
วัดบวรสถานสุทธาวาส (วัดพระแก้ววังหน้า)
พุทธสถานแห่งนี้ ตั้งอยู่ในบริเวณซึ่งในอดีต คือ ภานเขตพระราชฐานชั้นนอกด้านทิศเหนือ สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาศักดิพลเสพ (พระมหาอุปราชในรัชกาลที่ ๓) โปรตาให้สร้างขึ้น พุทธบูชาแบบเดียวกับวัดพระศรีรัตนศาสดาราม (วัดพระแก้ว) ในพระบรมมหาราชวัง
จึงมีชื่อเรียกสามัญว่า วัดพระแก้ววังหน้า

การก่อสร้างพุทธสถานดำเนินต่อมาจนถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว (พระมหาอุปราชในรัชกาลที่ ๔ ซึ่งทรงสถาปนาพระอิสริยยศเสมอกับพระเจ้าแผ่นดิน) แต่ไม่ทันแล้วเสร็จ ทรงสวรรคตก่อน พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดฯให้บูรณปฏิสังขรณ์ต่อมาจนแล้วเสร็จ ด้วยทรงมีพระราชดำริใช้เป็นพระอารามประดิษฐานพระพุทธสิหิงค์ แต่ตลอดรัชสมัย ไม่มีการอัญเชิญพระพุทธสิหิงค์ไปประดิษฐานแต่อย่างใด
ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดฯให้สถาปนาตำแหน่งสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมาร แทนตำแหน่งพระมหาอุปราช (วังหน้า) เมื่อ พ.ศ.๒๔๓๐ โปรดฯให้รื้อถอนส่วนป้อม กำแพง และอาคารหลายแห่งในพระราชวังบวรสถานมงคล (วังหน้า)

ต่อมา ใน พ.ศ.๒๔๔๓ โปรดฯให้ซ่อมแปลงพระอุโบสถวัดบวรสถานสุทธาวาสเพื่อเป็นเมรุที่นาน ใช้ประกอบพระราชพิธีการพระบรมศพสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ และพระบรมวงศานุวงศ์ที่สิ้นพระชนม์ไปในช่วงเวลาต่างๆ หลังจากนั้น พุทธสถานแห่งนี้เริ่มทรุดโทรม จึงมีการบูรณะอย่างต่อเนื่องอีกหลายครั้ง เช่น ใน พ.ศ.๒๔๘๐. พ.ศ.๒๕๐๕, พ.ศ.๒๕๕๗

ลักษณะสถาปัตยกรรมของพระอุโบสถของวัดบวรสถานสุทธาวาส เป็นอาคารทรงไทย หลังคาทำเป็นมุช ๔ ด้าน ซ้อนกัน ๒ ขั้น มุงด้วยกระเบื้องเคลือบ กรอบหน้าบันประดับด้วย ช่อฟ้า ใบระกา นาคสะดุ้ง หางหงส์ ส่วนหน้าบันประดับลายปูนปั้นรูปดอกไม้ และใบไม้ ประดับกระจกสี ตัวอาคารพระอุโบสถก่ออิฐถือปูน บนผนังอาคารแต่ละด้าน มีประตู ๓ ประตู เว้นด้านตะวันตกมี ๒ ประตู และมีช่องหน้าต่างรวม ๑๖ ช่อง ผนังภายในพระอุโบสถเขียนภาพจิตรกรรมฝาผนัง ได้แก่ ภาพทิพยวิมานและหมู่เทวดา ภาพอดีตพุทธเจ้า ๒๘ พระองค์ ภาพเล่าเรื่องตำนานพระพุทธสิหิงค์ ภาพพุทธประภาพเทพเจ้าฮินดูภาพจากวรรณคดีสำคัญ เช่น กับภีร์ภารตนาฏยศาสตร์ รามเกียรติ์ นารายณ์สิบปาง เป็นต้น

ที่มา : ป้ายในวัด
Title: Re: รากนครา มรรคาแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ 2569
Post by: designbydx on กันยายน 22, 2026, 07:15:47 pm
พระพุทธคุณ ๙ ประดับผนังบุษบกพระประธานภายในพระอุโบสถ วัดบวรสถานสุทธาวาส
สันนิษฐานว่า พระพุทธคุณ ทั้ง ๙ ประการของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตั้งแต่ “อรหํ สมฺมาสมฺพุทฺโธ วิชฺชาจรณสมฺปนฺโน สุคโต โลกวิทู อนุตฺตโร ปุริสทมฺมสารถิ สตฺถา เทวมนุสฺสานํ พุทฺโธ ภควา” ที่จำหลักด้วยอักษรขอมบนแผ่นหินอ่อนประดับลายเครือเถากระหนกนี้ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดให้สร้างขึ้นตามรูปแบบพระราชนิยมเช่นที่ทรงสร้างไว้ในซุ้มโพธิพฤกษ์ของพระนิรันตรายที่โปรดให้สร้างขึ้นเพื่อพระราชทานไปตามวัดในคณะธรรมยุต

เรื่องและภาพ ศรัณย์ ม
Title: Re: รากนครา มรรคาแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ 2569
Post by: designbydx on กันยายน 22, 2026, 07:16:51 pm
กลางพระอุโบสถวัดพระแก้ววังหน้า ในอดีตเคยประดิษฐานอะไร?
.
“วัดบวรสถานสุทธาวาส” หรือ “วัดพระแก้ววังหน้า” เป็นวัดประจำ “วังหน้า” หรือพระราชวังบวรสถานมงคล ภายในมีพระพุทธรูปยืนปางห้ามสมุทร และจิตรกรรมของช่างสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์อันทรงคุณค่า
.
หากสังเกตบริเวณกึ่งกลางพระอุโบสถจะเห็นแท่นหรือฐานที่มีตู้บริจาค อาจสงสัยว่าจุดนี้เคยประดิษฐานสิ่งสำคัญอะไรมาก่อนหรือไม่?
.
ย้อนกลับไปในสมัยรัชกาลที่ 3 สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาศักดิพลเสพ วังหน้าในสมัยนั้น มีพระราชดำริว่า พระราชบิดาคือรัชกาลที่ 1 เคยตีเมืองเวียงจันทน์แล้วอัญเชิญ “พระแก้วมรกต” ลงมา ต่อมาจึงได้สร้าง “วัดพระศรีรัตนศาสดาราม” ซึ่งเป็นวัดประจำวังหลวง แล้วอัญเชิญพระแก้วมรกตมาประดิษฐานที่วัดแห่งนี้
.
เมื่อพระองค์ตีเมืองเวียงจันทน์ได้ ก็ทรงปรารภจะทำตามแบบอย่าง “เจริญรอยสมเด็จพระบรมชนกนาถ” โดยทรงได้ “พระเสิม” ซึ่งเป็นพระพุทธรูปสำคัญของเมืองเวียงจันทน์ จึงโปรดเกล้าฯ ให้สร้าง “วัดบวรสถานสุทธาวาส” แล้วจะอัญเชิญพระเสิมมาประดิษฐานเป็นพระประธาน
.
แต่พระราชประสงค์ของสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาศักดิพลเสพก็ไม่ลุล่วง เพราะสวรรคตไปเสียก่อน พระเสิมจึงอยู่ที่เมืองหนองคายต่อไปอีกระยะหนึ่ง
.
ต่อมา พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าฯ วังหน้าในสมัยรัชกาลที่ 4 โปรดเกล้าฯ ให้อัญเชิญพระเสิมลงมาถึงกรุงเทพฯ แล้วประดิษฐานไว้บนพระแท่นเศวตฉัตรภายในพระที่นั่งอิศราวินิจฉัยที่วังหน้า
.
อย่างไรก็ตาม การที่จะอัญเชิญพระเสิมมาประดิษฐานเป็นพระประธานที่วัดบวรสถานสุทธาวาสนั้น รัชกาลที่ 4 ทรงคัดค้าน ทรงแนะนำว่าควรจะประดิษฐาน “พระพุทธสิหิงค์” จะดีกว่า
.
ในช่วงนั้นฝนแล้งหลายปีติดต่อกัน กล่าวโทษว่าเพราะเอา “พระลาวบ้านแตกเมืองร้าง” มาประดิษฐานในกรุงเทพฯ จึงได้อัญเชิญ “พระบาง” กลับคืนเมืองหลวงพระบางไป ส่วนพระเสิมนั้น พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าฯ ไม่ทรงยอมให้ย้าย จวบจนพระองค์สวรรคต จึงอัญเชิญมาประดิษฐานที่วัดปทุมวนาราม ราชวรวิหาร
.
รัชกาลที่ 4 มีพระราชประสงค์จะตั้งบุษบกกลางพระอุโบสถวัดบวรสถานสุทธาวาส แล้วประดิษฐานพระพุทธสิหิงค์เป็นพระประธาน แต่การก็ไม่แล้วเสร็จจนเป็นอันล้มเลิกไปในที่สุด ดังที่ สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงเล่าเอาไว้ว่า
.
“พระบาทสมเด็จฯ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระราชดำริจะให้เชิญพระพุทธสิหิงค์ไปประดิษฐานเป็นประธานในพระอุโบสถวัดบวรสถานสุทธาวาส…โปรดให้ก่อฐานชุกชีที่จะตั้งบุษบกกลางพระอุโบสถ และเขียนเรื่องตำนานพระพุทธสิหิงค์ที่ฝาผนัง แต่การค้างอยู่จนสิ้นรัชกาลที่ 4 จึงหาได้เชิญพระพุทธสิหิงค์ไปไม่”
.
พระพุทธสิหิงค์จึงประดิษฐานที่พระที่นั่งพุทไธสวรรย์ในวังหน้ามาจนถึงปัจจุบัน
.
สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงวิเคราะห์แนวพระราชดำริของรัชกาลที่ 4 ว่า วังหลวงมีวัดประจำวังคือ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม และมีพระพุทธรูปสำคัญประดิษฐานคือ พระแก้วมรกต ดังนั้น วังหน้าที่มีวัดประจำวังคือ วัดบวรสถานสุทธาวาส ก็จะให้มีพระพุทธรูปสำคัญประดิษฐานด้วย นั่นคือ พระพุทธสิหิงค์ เพราะเหตุที่ว่า พระแก้วมรกตกับพระพุทธสิหิงค์ “เป็นพระพุทธรูปศรีเมือง” ทั้งสององค์
.
ทรงวิเคราะห์ต่อไปว่า พระที่นั่งพุทไธสวรรย์ในวังหน้านั้น รัชกาลที่ 4 น่าจะมีพระราชประสงค์ให้ประดิษฐาน “พระแก้วผลึก” หรือ “พระแก้ววังหน้า” ซึ่งจะได้คู่กับ พระพุทธรัตนสถานในวังหลวงที่ประดิษฐาน “พระพุทธบุษยรัตน์” หรือ “พระพุทธบุษยรัตนจักรพรรดิพิมลมณีมัย” ซึ่งเป็นพระพุทธรูปที่แกะสลักจากหินธรรมชาติเช่นเดียวกัน
.
ปัจจุบัน “พระแก้ววังหน้า” ประดิษฐานบริเวณฐานชุกชี เบื้องหน้าพระแก้วมรกต ภายในพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ส่วน “พระพุทธบุษยรัตน์” ประดิษฐานที่พระที่นั่งอัมพรสถาน
.
ตำแหน่งกึ่งกลางพระอุโบสถวัดบวรสถานสุทธาวาสจึงเกือบจะเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธสิหิงค์มาก่อนนั่นเอง
.
ทั้งนี้ ในสมัยรัชกาลที่ 5 ได้ปรับให้พระอุโบสถวัดบวรสถานสุทธาวาสเป็นพระเมรุพิมานประดิษฐานพระบรมศพและพระศพเจ้านายรวมถึงพระสงฆ์ชั้นผู้ใหญ่สำหรับทรงบำเพ็ญพระราชกุศล
.
เรื่อง : กองบรรณาธิการศิลปวัฒนธรรม
ภาพ : ภายในพระอุโบสถวัดบวรสถานสุทธาวาส (ภาพจาก : ธนกร การิสุข)
Title: Re: รากนครา มรรคาแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ 2569
Post by: designbydx on กันยายน 22, 2026, 07:20:07 pm
ภาพคนแย่งผลกัลปพฤกษ์ ในวัดพระแก้ววังหน้าที่ “กรมนริศ” ทรงชม “ดีล้ำเลิศกว่าที่เคยเห็นมา”
.
วัดบวรสถานสุทธาวาส หรือวัดพระแก้ววังหน้ากำลังเปิดให้ผู้คนได้เข้าไปชมสัมผัสความสวยงามของจิตรกรรมภายในพระอุโบสถ
.
มีจิตรกรรมอยู่ภาพหนึ่งที่วาดรายละเอียดอย่างพิถีพิถันจน สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ถึงกับทรงชมภาพและช่างเขียน
.
ในหนังสือ สาส์นสมเด็จ พุทธศักราช ๒๔๘๐ - ๒๔๘๖ เล่มที่ 11 ฉบับคุรุสภา ที่สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ทรงมีจดหมายไปถึงสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ฉบับวันที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2480 ทรงชมจิตรกรรมดังกล่าวไว้ ความว่า
.
“ติดใจรูปเขียนในวัดบวรสถานอยู่อีกห้องหนึ่ง เห็นว่าดีล้ำเลิศกว่าที่เคยเห็นมา เขียนเป็นรูปกำลังทิ้งผลกัลปพฤกษ์ มีคนตั้งร้อยตั้งพันโก้งโค้งโก้งขวิดแย่งกันเป็นกลุ่ม ๆ ไม่ได้เขียนให้เห็นลูกมะนาว แต่รู้ได้ว่าลูกมะนาวตกลงที่ตรงไหน เพราะมีรูปคนรุมกันเข้าไปที่ตรงนั้นเป็นวง ๆ ที่ใกล้ต้นกัลปพฤกษ์มีคนอย่างเยียดยัดห่างออกมาค่อยบางเบาลงทีละน้อย ดูเห็นเหมือนจริงอย่างที่สุด ไม่เคยเห็นฝีมือช่างผู้นี้ที่ไหนมาก่อนเลย”
.
ทรงชมภาพคนแย่งผลกัลปพฤกษ์หรือผลมะนาวยัดเงินที่เป็นการโปรยทานแบบสมัยโบราณ ว่าวาดให้เห็นคนเป็นร้อยเป็นพันกำลังแย่งผลกัลปพฤกษ์กัน ถึงแม้จะไม่ได้เขียนให้เห็นผลกัลปพฤกษ์ที่กำลังแย่ง แต่ก็ทราบได้ว่าผลไปตกตรงไหน เพราะมีคนไปรุมกันเป็นหย่อม ๆ ตรงนั้น
.
รวมถึงวาดให้บริเวณต้นกัลปพฤกษ์ที่เป็นจุดโปรยทานมีผู้คนหนาแน่น และเมื่อถอยห่างออกมาจากต้นก็ให้มีผู้คนเบาบางลงตามความเป็นจริง ซึ่งทรงชมรายละเอียดของภาพวาดว่าดีล้ำเลิศกว่าที่เคยเห็นมา
.
และยังทรงชมช่างเขียนจิตรกรรมนี้เอาไว้ด้วย ความว่า
.
“กรมหมื่นวรวัฒน์บอกว่าชื่อนายมั่นเป็นคนของเจ้าฟ้า ปกติของช่างเขียนมักขี้เกียจ ทำเพียงสุกเอาเผากินเป็นพื้น เขียนแต่ตัวที่เป็นเนื้อเรื่องอันจะหลบหนีไปเสียไม่ได้เท่านั้น ถ้าเนื้อเรื่องมีตัวน้อยก็ทำแต่พื้นที่ว่างไว้ เสียไม่ได้ที่ตั้งสองศอกก็เขียนคนใส่ลงไปสักสองสามคน รูปที่เขียนใส่ลงไปนั้นก็ไม่ได้คิดให้ทำอะไร กรมหมื่นวรวัฒน์เคยค่อนว่า นี่เขียนคนบ้าคนใบ้ไว้ทั้งนั้น ไม่พูดกันไม่ดูกัน ไม่ทำอะไร นั่งยืนเหม่อๆ ไปตามบุญตามกรรม จริงอย่างนั้น แต่ของนายมั่นหาเป็นเช่นนั้นไม่ จึงได้เห็นว่าดีนัก”
.
เราได้ทราบชื่อของช่างที่เขียนภาพนี้ว่าชื่อ “นายมั่น” จากการบอกเล่าของพระเจ้าราชวรวงศ์เธอ กรมหมื่นวรวัฒน์สุภากร และสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ยังทรงกล่าวชมอีกว่า การเขียนภาพของนายมั่น ไม่เหมือนช่างเขียนคนอื่นตรงที่
.
ปกติ “ช่างเขียนมักขี้เกียจ ทำเพียงสุกเอาเผากิน” เขียนแต่ตัวเนื้อเรื่องหลัก ถ้าเนื้อเรื่องที่มีตัวละครสำคัญน้อยลงมาก็จะทำพื้นที่ว่างไว้ หรือไม่ก็เขียนคนลงไปสักสองสามคน ยืนเฉย ๆ ไม่ได้ทำอะไรที่ชัดเจน จนกรมหมื่นวรวัฒน์สุภากรตำหนิว่า “นี่เขียนคนบ้าคนใบ้ไว้ทั้งนั้น ไม่พูดกันไม่ดูกัน ไม่ทำอะไร นั่งยืนเหม่อๆ ไปตามบุญตามกรรม”
.
แต่ไม่ใช่สำหรับภาพเขียนของนายมั่น ที่วาดรายละเอียดอย่างพิถีพิถันจน สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ทรงชม
.
หากท่านใดสนใจชมจิตรกรรมดังกล่าว สามารถไปสัมผัสความสวยงามได้ที่วัดบวรสถานสุทธาวาส (วัดพระแก้ววังหน้า) ซึ่งเปิดให้เข้าชมจนถึงวันที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2569
.
เรื่อง : ศุภาวีร์ รักษา
ภาพ : ภาพคนแย่งผลกัลปพฤกษ์ (ภาพโดย : วรวิทย์ พานิชนันท์)
Title: Re: รากนครา มรรคาแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ 2569
Post by: designbydx on กันยายน 22, 2026, 07:21:04 pm
ตะขาบปะทะปูทะเล จิตรกรรมฝาผนังวัดพระแก้ววังหน้า เรื่องราวในตำนานพระพุทธศาสนา
.
จิตรกรรมฝาผนังในพระอุโบสถวัดบวรสถานสุทธาวาส (วัดพระแก้ววังหน้า) นับเป็นงานช่างชิ้นเอกในกรุงเทพฯ โดยเขียนเต็มผนังทั้งสี่ด้าน โดยมีพระเจ้าราชวรวงศ์เธอ เจ้าฟ้าอิศราพงศ์ เป็นแม่กอง และมีช่างที่มีชื่อในสมัยนั้นเป็นผู้เขียนภาพ เช่น พระอาจารย์แดง นายมั่น และช่างอีกหลายท่าน
.
จิตรกรรมฝาผนังเล่าเรื่อง ตำนานพระพุทธสิหิงค์ และอดีตพระพุทธเจ้า 28 พระองค์ บานหน้าต่างมีภาพเทพเจ้าฮินดูปางต่าง ๆ พระคเณศ นารายณ์สิบปาง และอมนุษย์ของอินเดีย ในขณะนี้ กรมศิลปากร กำลังเปิดให้เข้าชม ตั้งแต่วันที่ 12 สิงหาคม - 20 กันยายน 2569 เวลา 09:00 - 16:00 น. ซึ่งเป็นกิจกรรมหนึ่งของ “รากนครา มรรคาแห่งรัตนโกสินทร์” เส้นทางท่องเที่ยวทางมรดกวัฒนธรรม
.
ภาพหนึ่งที่น่าสนใจเป็นจิตรกรรมตะขาบกับก้ามปูยักษ์โผล่มาจากท้องทะเล เป็นเรื่องราวในตำนานพระพุทธศาสนา จะยกมาให้อ่าน 2 เรื่อง
.
เรื่องที่ 1 ตำนานเกี่ยวกับเขาสิงคุตตระ (เขาสิงฆุตตระ) ในหนังสือตำนานพระเจดีย์ร่างกุ้ง ที่ อ.จวน เครือวิชฌยาจารย์ แปลจากคัมภีร์มอญ สำนักพิมพ์เมืองโบราณ จัดพิมพ์เมื่อ พ.ศ. 2539 อธิบายว่า
.
“ในละแวกป่าใหญ่แห่งเขานั้น ตะขาบใหญ่ตัวหนึ่งทำรังอาศัยอยู่ เที่ยวหาจับกินช้างเป็นอาหารของตน เมื่อกินช้างหมดตัวแล้ว นำเอากระดูกและงาช้างกลับไปทำรังที่อยู่อาศัย กองสูงถึง 7 ช่วงลำตาล แห่งเขาลูกนั้น
.
ครั้นช้างป่าในละแวกนั้นหมดสิ้นไป ไม่มีให้กินเป็นอาหารอีกแล้ว ตะขาบใหญ่ตัวนั้นจึงจำเป็นต้องออกไปหากินช้างในป่าละแวกอื่นที่ห่างไกลออกไป สถานที่ที่เหล่าโขลงช้างอาศัยอยู่นั้น เรียกว่า ‘อังเจิน’ (แอ่งช้าง) มาตราบเท่าทุกวันนี้
.
สถานที่ตะขาบใหญ่ทำรังอาศัยอยู่ เขาเรียกกันว่า เขาสิงฆุตตระ”
.
เขาสิงคุตตระมีชื่อเรียกอีก 7 ชื่อตามลักษณะเด่น ได้แก่ เขาหริตะกุมภะ (เขาสามยอด), เขาสัตตภูมิ (เขาสรรพสี), เขาธัญญวดี (เขาแห่งความอุดมสมบูรณ์), เขาโบกขระวดี (เขาล้อมรอบด้วยบริวาร 99 ลูก), เขาภูริทัตตะ (เขาแห่งความปรองดอง), เขาสีหะราชะ (เขาแห่งสัตว์ดุร้าย) และเขาสิงฆุตตระ (เขาที่มีรังตะขาบยักษ์)
.
ถ้าสังเกตตำนานเรื่องที่ 1 นี้ จะไม่มีเรื่องปูยักษ์
.
เรื่องที่ 2 ตำนานที่เกี่ยวข้องกับเจดีย์ชเวดากอง โดยคัดจากเรื่องตำนานแห่งธง อยู่ในประเพณีเรื่องแห่หงส์-ธงตะขาบ จากเว็บไซต์ว่าด้วยเรื่องประเพณีท้องถิ่นในประเทศไทย ของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร ดังนี้
.
“ณ ดอยสิงคุตต์ เมืองย่างกุ้ง มีตะขาบยักษ์ตัวหนึ่งอาศัยอยู่และชอบจับช้างมากินเป็นอาหาร จนซากช้างกองสุมเต็มไปหมด วันหนึ่ง มีพ่อค้าจากต่างแดนผ่านมาพบซากช้างนี้ จึงอาศัยจังหวะที่ตะขาบยักษ์ออกไปหากิน คัดเลือกและขนงาช้างลงเรือสำเภาของตนไป เมื่อตะขาบยักษ์กลับมาเห็นก็โกรธมาก จึงไล่ตามพ่อค้านั้นลงไปในทะเล แต่กลับต้องพบกับปูยักษ์เจ้าทะเลขนาดมหึมา เจ้าตะขาบยักษ์สู้ไม่ได้จึงถูกปูยักษ์จับกินเป็นอาหาร
.
ต่อมาในสมัยพุทธกาล ตปุสสะและภัลลิกะ พ่อค้าจากอุกกลชนบท ได้พบกับพระพุทธเจ้าและได้แสดงตนเป็นอุบาสก พระพุทธเจ้าจึงประทานพระเกศาธาตุให้ทั้งสองคน ครั้นเมื่อกลับมาถึงบ้านเมืองของตนแล้ว ก็ได้เสาะหาสถานที่ก่อสร้างเจดีย์บรรจุเกศาธาตุ จนมาสรุปที่ดอยสิงคุตต์ของตะขาบยักษ์ ส่วนเจดีย์นี้ ปัจจุบันก็คือเจดีย์ชเวดากอง และการแขวนธงตะขาบก็เพื่อระลึกถึงตะขาบยักษ์เจ้าถิ่นและบูชาปูชนียสถานด้วยนั่นเอง”
.
จะเห็นได้ว่า เรื่องราวของตะขาบยักษ์และปูทะเลมหึมานี้ ไม่ใช่เรื่องเล่าแฟนตาซีลอย ๆ แต่เป็นส่วนหนึ่งของตำนานการสร้างเจดีย์ชเวดากองและเขาสิงคุตตระ ที่ถูกถ่ายทอดผ่านปลายพู่กันของช่าง สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมโยงทางวัฒนธรรมและพระพุทธศาสนา
.
เรื่อง : กองบรรณาธิการศิลปวัฒนธรรม
ภาพ : จิตรกรรมฝาผนังตะขาบปะทะปูทะเล ภายในพระอุโบสถวัดบวรสถานสุทธาวาส (ภาพโดย วรวิทย์ พานิชนันท์)


อีกท่านอธิบายไว้แบบนี้

ตำนานพระเกศธาตุเจดีย์เขาสิงคุตตระ
ปรากฏใน “ตำนานพระเจ้าเลียบโลก” ที่ได้รับอิทธิพลของมอญ ดังมีเรื่องแทรกสำคัญ คือ ตำนานเรื่องตะขาบยักษ์กับปู กล่าวถึง
ในสมัยพระกกุสันธพุทธเจ้า บริเวณเขาสิงคุตตระมีตะขาบใหญ่ตัวหนึ่งอาศัยอยู่ ตะขาบยักษ์ อาศัยอยู่ในน้ำและกินช้างเป็นอาหาร เมื่อกินเนื้อช้างแล้ว ก็เอางาช้างมากองรวมไว้ โดยกินช้างวันละตัว จนช้างหมดป่า
ครานั้น มีเจ้ากรุงพาราณสี มีอาการประชวรปวดพระเศียรอย่างหนัก โปรดให้แพทย์ถวายการรักษาก็ไม่ทุเลา จึงทำการบวงสรวงเทวดามาบอกเหตุแห่งอาการป่วย ในคืนนั้นเทวดาจึงมาแจ้งในพระสุบินว่า ขอให้แต่งสำเภา ๗ ลำ นำแก่นจันทน์แดงใส่สำเภาให้เต็มไปไหว้ฤๅษีที่เขาสิงคุตตระ
พระเจ้ากรุงพาราณสีจึงให้แต่งสำเภาบรรทุกแก่นจันทน์แดง ๗ ลำ เมื่อถึงฤกษ์มงคลก็ทรงสำเภาเสด็จจากเมืองพาราณสีไปจนถึงเขาสิงคุตตระ ทรงนำแก่นจันทน์แดงไปสักการะฤๅษีแล้วแจ้งเหตุที่เสด็จมา ฤๅษีจึงช่วยบำบัดรักษาโรคโดยใช้แก่นจันทน์แดงมาฝนทาพระเศียรจนหายจากโรค ระหว่างเสด็จประพาสเขาสิงคุตตระ ได้ทอดพระเนตรเห็นงาช้างจำนวนมาก จึงเกิดความเสียดาย โปรดให้คนทั้งหลายนำงาช้างลงเรือสำเภา ๗ ลำ แล้วลาฤๅษีแล่นสำเภากลับยังพระนคร
ฝ่ายตะขาบยักษ์เมื่อกลับมาจากหากิน เห็นงาช้างหายไป ก็โกรธ ไต่ขึ้นยอดเขา มองไปพบเรือสำเภาบรรจุงาช้างกำลังล่องจากไป จึงว่ายน้ำติดตาม ชาวเรือเห็นตะขาบยักษ์ตามมา จึงกราบทูลเจ้ากรุงพาราณสีให้หยุดพักเรือในเมืองโบกขรพัสตร์ก่อน สำเภาทั้ง ๗ ลำจึงพ้นจากตะขาบยักษ์ แต่ตะขาบยักษ์กลับถูกปูยักษ์ในอาศัยอยู่ในทะเล หนีบจนตาย ซากตะขาบยักษ์ถูกฝูงสัตว์กัดกิน คงเหลือแต่ตีนตะขาบยักษ์ทั้งหมด ๙๑ ข้าง ได้กลายเป็นแม่น้ำ ๙๑ สายสืบมาในปัจจุบัน
เรื่องและภาพ ศรัณย์ ม.

Title: Re: รากนครา มรรคาแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ 2569
Post by: designbydx on กันยายน 22, 2026, 07:21:48 pm
พระเทวริงค์
บนบานหน้าต่างพระอุโบสถวัดบวรสถานสุทธาวาส ตรงกับสมุดไทยดำ ตำราเทวรูปไสยาศาสตร์ เล่ม ๗๐ ระบุความว่า "พระทระริงค์มัดอสุรสัตวบาพด้วยบ่วงเชือกบาช"
ภาพนี้ตรงกับตำนานกาลุกุมารย (කළු කුමාරයා) หรือพระกุมารดำ ในคติลังกา ที่เป็นปีศาจแห่งความเจ็บไข้ได้ป่วย เดิมเป็นเจ้าชายมนุษย์ในอดีตชาติที่พยายามจะก่อการกบฏเพื่อชิงบัลลังก์จากพระราชบิดา แต่เมื่อทำการไม่สำเร็จจึงตัดสินใจจบชีวิตตนเอง ด้วยแรงอาฆาตและวิญญาณที่ไม่สงบ เขาจึงไม่ได้ไปเกิดใหม่ แต่กลับกลายเป็นอมนุษย์รูปงาม มีผิวกายสีดำเข้ม แต่งกายสง่างามเหมือนเจ้าชาย
ลักษณะเป็นภาพเจ้าชายอสูร สวมมงกุฎ เครื่องแต่งกายอย่างเจ้านายลังกา มือข้างหนึ่งกำลังจับเด็กทารกยกขึ้นเตรียมจะกิน มืออีกข้างถือทารกอีกคนหนึ่ง แวดล้อมด้วยหญิงสาวทั้งสองข้าง ตามความเชื่อที่ว่าอสูรตนนี้มักจะเข้ามากรอกหู ฝันร้าย หรือสิงสู่หญิงสาว ทำให้เกิดอาการเจ็บป่วยทางจิตใจ แท้งลูก หรือไม่สามารถมีบุตรได้
สันนิษฐานว่าทั้งภาพจิตรกรรมบนบานหน้าต่างและสมุดไทยนี้ ควรมีที่มาจากภาพพิมพ์หิน (Lithograph) ชิ้นนี้ ตีพิมพ์เผยแพร่ครั้งแรกในปี พ.ศ. ๒๓๗๒) ในสมัยรัชกาลที่ ๓
ในหนังสือ "Yakkun Nattannawa: A Cingalese Poem, Descriptive of the Ceylon System of Demonology" (กวีนิพนธ์สิงหล พรรณนาถึงระบบพิธีไสยศาสตร์และอสูรวิทยาของลังกา) ของ จอห์น คอลลาเวย์ (Rev. John Callaway) จึงมีความเป็นไปได้ว่า ผู้เขียนภาพจิตรกรรมคนได้เคยเห็นภาพในหนังสือเล่มนี้มาก่อน

ดังนั้น คำว่า "พระทระริงค์" น่าจะมีที่มาจากคำว่า "Devil" ที่ปรากฏบนภาพในหนังสือนั่นเอง
เรื่องและภาพ ศรัณย์ ม.
Title: Re: รากนครา มรรคาแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ 2569
Post by: designbydx on กันยายน 22, 2026, 07:26:35 pm
พระนารายณ์ปราบช้างเอกทันต์
ดังความในคัมภีร์นารายณ์ ๒๐ ปาง เล่าถึง เหตุการณ์ในไตรดายุค วันหนึ่งเมื่อครั้งพระพรหมธาดาหงส์ทอง ไปประชุมร่วมกับพระเป็นเจ้าทั้ง ๓ ที่เขาไกรลาส มีพระพรหมจำพวกหนึ่งเห็นเข้าก็เกิดความริษยาแก่พระพรหมธาดา
ด้วยผลกรรมจึงอุบัติลงมาเกิดเป็นช้างในอิศวรพงศ์ชื่อเอกทันต์ มีงาเดียวงอกกลางเพดาน มีฤทธิ์มาก จะแทงเงาหรือรอยเท้ามนุษย์แลสัตว์ก็จะถึงแก่ความตาย
ช้างนั้นจึงเที่ยวรุกรานในโลก จนเหล่านักสิทธิ์พากันไปเฝ้าพระอิศวร พระองค์จึงโปรดให้ไปทูลเชิญให้ลงไปปราบอสูรเอกทันต์
พระนารายณ์จึงเนรมิตให้มี ๖ กร ทรงเทพศัสตราวุธ ๖ อย่าง ได้แก่
- เสมา เกิดจากกำลังของพระอาทิตย์พระจันทร์
- โสภา เกิดจากกำลังของพระเพลิงพระคงคา
- ชาลักษ์ เกิดจากกำลังของพญาครุฑ
- ตรี เกิดจากกำลังของเขาพระสุเมรุ
- พระเฆอ เกิดจากกำลังของพญานกอินทรีอันชื่อว่าท้าวสีพิลาไลย
- บ่วงบาศ เกิดจากกำลังของพญาอนันตนาคราช
แล้วพระนารายณ์เสด็จลงมาสู่มนุษย์โลก เพื่อปราบช้างเอกทันต์ โดยมีชาวนา ๔ คน โภควดี ผู้เป็นพี่ใหญ่ สีรวัง ผู้เป็นภรรยา คชสาต และสาตกรรม เป็นผู้ช่วย
เมื่อพบฝูงช้าง พระนารายณ์จึงร่ายวิษณุมนตร์ แล้วกระทำประทักษิณ ๓ รอบ ชาวนาทั้ง ๔ แล้วเอาพระเฆอปักลงยังพื้น แล้วเอาพระรัศมีพระเพลิงมาประดิษฐานไว้ทั้งขวาซ้าย พลางมีเทวโองการเรียกพระมหาวิฆเนศวรให้มาประจำพระเพลิงฝ่ายขวา แล้วทรงถอดเอาสายธุรำอธิษฐานให้เป็นพระเทวกรรมนั่งประจำพระเพลิงฝ่ายซ้าย แล้วให้ชนทั้งสี่สังวัธยายมนตร์พฤฒิบาศนั่งรักษาตัวอยู่ในที่นั้น
พระวิษณุจึงกระทำเทวฤทธิ์หักรุกข์เจ็ดประการมากวัดแกว่งเรียกเทพยดาชื่อ "มหาเมสอ" ให้ต้อนฝูงช้างเถื่อนเข้ามาด้วยวิษณุมนตร์แต่เอกทันต์เป็นพระพรหมบังเกิดในชาติอิศวรพงศ์ จึงมิได้มาโดยวิษณุโองการ
พระนารายณ์เป็นเจ้าทรงพระพิโรธ จึงเอารุกข์เจ็ดประการมาร่ายวิษณุมนตร์แล้วฟาดลงที่รอยเท้าของช้างเอกทันต์ลง ๓ ครั้ง ทำให้พญาช้างปวดศีรษะเหมือนจะแตกเป็น ๗ เสี่ยง ด้วยความโกรธจึงยิ่งตรงเข้าใส่พระนารายณ์ พระนารายณ์ทรงเทพอาวุธทั้ง ๕ เข้าต่อสู้กับช้างเอกทันต์เป็นสามารถ
ช้างเอกทันต์สู้ไม่ไหว จึงบ่ายหน้าจะหนี แต่พระนารายณ์ทรงใช้บ่วงบาศนาคซัดถูกเท้าขวาอสูรเอกทันต์ แล้วนำตรีปักลงยังพื้นอธิษฐานให้เป็นต้นมะตูม แล้วเอาหางนาคผูกไว้กับต้นมะตูม พระหัตถ์ขวาทึ้งเอาเถาวัลย์มาอธิษฐานให้เป็นไม้ทามกับเฌอคล้องคอเอกทันต์เข้าไว้กับต้นคูณ แล้วพระนารายณ์จึงเสด็จมาหยุดอยู่ใต้ร่มไม้ยอ แล้วตรัสเรียกชนทั้งสี่มาประสิทธิ์วิชาคชกรรม นับถือเป็นครูปะกำทั้ง ๔ สืบมา
ส่วนช้างเอกทันต์นี้ พระนารายณ์จึงมอบให้เทพพาหนะของพระอินทร์ต่อไป

เรื่องและภาพ ศรัณย์ ม
Title: Re: รากนครา มรรคาแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ 2569
Post by: designbydx on กันยายน 22, 2026, 07:29:37 pm
ลองไปค้นในอินเตอร์เนตต่อได้เลยครับ มีอธิบายภาพต่างๆ ไว้เยอะมาก